บทที่ ๒
บูรณาการ กับ พัฒนาการ

 

หลักการทั่วไปของบูรณาการ
       เมื่อเรามองเห็นว่าการที่สิ่งทั้งหลายซึ่งเป็นหน่วยย่อย จะต้องมาประสานสัมพันธ์กลมกลืนกันให้ดี   จึงจะเกิดความพอดีเป็นสมดุล   และสิ่งนั้นจึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี   ในกรณีที่เป็นอย่างนี้   เมื่อเรามีความเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นหน่วยย่อยเราจะทำอย่างไร   เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องนำเอามันเข้ามาประมวลประสานเข้าหากันเป็นองค์รวม   ในลักษณะอาการที่ให้เกิดความสมดุลให้ได้   ซึ่งการกระทำอันนี้เขาเรียกว่า บูรณาการ
       บูรณาการ   แปลว่าการกระทำให้สมบูรณ์   ภาษาอังกฤษใช้ว่า  integration ในที่นี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วย   ก็เพราะว่าในปัจจุบันทรรศนะแบบนี้ไปเฟื่องฟูขึ้นในเมืองฝรั่ง   และเราก็บัญญัติคำขึ้นใหม่จากศัพท์ฝรั่ง   ก็เลยต้องอ้างศัพท์ฝรั่ง
       มาพูดถึงความหมายของศัพท์ว่า บูรณาการ หรือ   integration  กันนิดหน่อย   จะลองให้ความหมายอย่างง่ายที่สุดว่า บูรณาการ  คือการทำให้สมบูรณ์   แต่พูดแค่นี้มันอาจจะไม่สมบูรณ์   ถ้าจะพูดให้สมบูรณ์ก็คงจะต้องให้ความหมายที่ละเอียด   ให้เกิดภาพที่ชัดยิ่งขึ้น ขอพูดขยายความออกไปหน่อยว่า การนำหน่วยย่อยอันหนึ่งเข้ารวมกับหน่วยย่อยอื่น ภายในองค์รวมเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ อย่างนี้ก็ได้
       หรือขยายความออกไปอีกก็บอกว่า การประมวลหน่วยย่อยที่แยก ๆ กันให้รวมเข้าเป็นองค์รวมที่ครบถ้วนสมบูรณ์
       ขออีกอันหนึ่งว่า การทำให้หน่วยย่อยทั้งหลายเข้าร่วมเป็นองค์ประกอบซึ่งทำหน้าที่ ประสานซึ่งกันและกัน กลมกลืนเข้าเป็นองค์รวมอันเดียวอันทำให้เกิดความสมดุลที่องค์รวมนั้น สามารถดำรงอยู่และดำเนินไปได้ในภาวะที่ครบถ้วนสมบูรณ์   ไปๆ มาๆ ก็วนเวียนอยู่ที่คำว่าสมบูรณ์นี่เอง
       คราวนี้ขอเสนอคำจำกัดความสุดท้ายให้เลือกว่า
       การทำให้หน่วยย่อย ๆ ทั้งหลาย ที่สัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและกัน  เข้ามาร่วมทำหน้าที่ประสานกลมกลืนเป็นองค์รวมหนึ่งเดียว ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว
       เป็นอันว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องบูรณาการ หรือความหมายของมันนี้   ก็ไปสัมพันธ์กับทรรศนะที่มองสิ่งทั้งหลายเป็นองค์รวม  ที่เรียกว่า  holistic view  หรือ  holism   อย่างที่ยกตัวอย่างเช่นเรื่องแพทย์เมื่อกี้ ถ้าวินิจฉัยและรักษาโรคโดยคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง
ทางร่างกายและจิตใจของคนไข้ พร้อมทั้งปัจจัยทางสังคมและธรรมชาติแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
ก็เรียกว่าใช้วิธีบูรณาการ   หรือในการพัฒนาเศรษฐกิจ   ถ้าพัฒนาโดยมุ่งให้มนุษย์เป็นอยู่ดี   ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทั้งทางสังคมและนิเวศวิทยาที่เกื้อกูล   ก็เรียกว่าใช้วิธีบูรณาการ   หรือถ้าเป็นการศึกษา   เอาเฉพาะการสอน   การสอนโดยทำให้คนพัฒนาขึ้นมาเต็มตัวทั้งคน   ก็เป็นการใช้วิธีบูรณาการ
       ในประเทศอย่างอเมริกาเขาเอาคนผิวดำเข้ารวมในสังคมใหญ่   ซึ่งประกอบด้วยคนผิวขาวให้กลมกลืนกัน   อันนี้ก็เรียกว่าบูรณาการเหมือนกัน   หมายความว่าคนดำกับคนขาวนี่มีปัญหากันมาก   คนดำเป็นคนส่วนน้อยมักถูกแบ่งแยก   มีปัญหาว่าอาจจะถูกเหยียดหยามไม่ได้รับสิทธิสมบูรณ์   ทำอย่างไรจะให้เข้าร่วมอยู่ในสังคมอเมริกันโดยสมบูรณ์   เขาก็พยายามที่จะจัดเอาคนดำนี้เข้าร่วมในกิจกรรมของสังคม   และในสภาพความเป็นอยู่ของสังคม อเมริกันโดยสมบูรณ์   เช่นจัดรถนำเอาเด็กดำไปเรียนรวมกับเด็กขาว   หรือนำเอาเด็กขาวไปเรียนรวมกับเด็กดำในชั้นเรียนเดียวกันในโรงเรียนเดียวกัน   หรืออาจจะให้คนผิวดำทั้งหมดเข้าร่วมทำงาน   โดยมีสิทธิเสมอทัดเทียมกับคนผิวขาวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็เรียกว่าเป็น  integration เป็นบูรณาการเหมือนกัน
       อีกตัวอย่างหนึ่ง   เรามีเด็กบกพร่อง   จะบกพร่องทางกายก็ตาม บกพร่องทางใจก็ตาม วิธีการเรียนการสอนแบบหนึ่งคือ เขาแยกให้เรียนต่างหาก แต่มีทรรศนะอีกพวกหนึ่งบอกว่า ต้องเอาเด็กที่มีความบกพร่องทางกายก็ตาม  ทางใจก็ตามนี้  เข้าเรียนรวมกันกับเด็กปกติในชั้นเรียนปกติ   การทำอย่างนั้นก็เรียกว่าบูรณาการ  นี่ก็เพื่อจะให้เด็ก เป็นเด็กที่สมบูรณ์มีความเจริญเติบโตทุกด้านเหมือนเด็กปกติ   ก็เป็นทรรศนะแบบบูรณาการ
       ในหลักสูตรและการสอนก็มีตัวอย่าง   เช่นเราจัดการสอนการเรียนให้เชื่อมโยงวิชาทั้ง
หลายทุกวิชาเข้ามาหากัน อาจจะตั้งเรื่องอะไรขึ้นมาเป็นหลักสักเรื่องหนึ่ง หรือเป็นแกนให้
มีการเรียนรู้ แล้วก็โยงทุกวิชาความรู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามา ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นให้เรียนเรื่องข้าว
เอาข้าวขึ้นมาเป็นหลักตั้ง   แล้วจากเรื่องข้าวนี้เราก็สามารถเรียนทุกด้าน   เช่นว่าด้านวิทยา ศาสตร์   ในแง่ชีววิทยาอาจจะให้เรียนรู้ว่าข้าวนี่เป็นพืชตระกูลไหน   มันแพร่พันธุ์อย่างไร
เป็นต้น   ให้เรียนในแง่เกษตรกรรมว่าข้าวนี่จะต้องปลูกในฤดูไหน   จะปลูกกันอย่างไร 
ในแง่ภูมิศาสตร์ก็ให้เรียนรู้ว่าข้าวนี้มีปลูกมากในถิ่นไหน   เหมาะกับภูมิอากาศแบบใด
ในด้านเศรษฐกิจก็ให้รู้ว่าข้าวนี้   มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร
เช่นเป็นรายได้หลักของชาติ   เป็นที่มาของเงินทองรายได้ของประเทศอย่างไร   ในแง่
คณิตศาสตร์เช่นว่าปลูกข้าวได้ไร่ละ ๕๐ ถัง  ถ้ามีนา ๑๘ ไร่จะได้ข้าวเท่าไร   หรือขายได้
เกวียนละ ๒,๕๐๐ บาท มี ๕ เกวียนจะได้เงินเท่าไรอะไรพรรค์นี้   หรือในแง่ศิลปวัฒนธรรมก็อาจจะเรียนว่าเรามาร้องเพลงเกี่ยวข้าวกัน   ให้มีกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม   หรืออาจจะให้วาดภาพทุ่งนายามเช้าแดดส่องผืนนาเป็นสีทองอะไรทำนองนี้   ตลอดจนให้เรียนในแง่จริยธรรมให้รู้จักว่าจะต้องกินข้าวอย่างไรจึงจะประหยัด   หรือว่าถ้าเป็นเด็กชาวนาก็แนะนำให้ไปช่วยพ่อแม่ทำนา   ถ้าเป็นเด็กทั่วไปก็อาจจะใหรู้จักคุณค่าของชาวนาอย่างนี้เป็นต้น
ว่าเรื่อยไปจนกระทั่งให้รู้จักมารยาทในการกินอะไรต่าง ๆ ทำนองนี้   เพราะฉะนั้นจากเรื่องข้าวเรื่องเดียวก็เรียนได้ครบทุกด้าน   อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการเรียนการสอนโดยวิธีบูรณาการ
       รวมความแล้วจะเห็นได้ว่าในการบูรณาการนั้น   เราจะเอาหน่วยย่อยหน่วยหนึ่งมารวมเข้าในองค์รวมที่มีหน่วยย่อยอื่นอยู่แล้วก็ได้   หรือจะเอาหน่วยย่อยทั้งหลายที่ต่างก็แยก ๆ กันอยู่มารวมเข้าด้วยกันเป็นองค์รวมก็ได้   อันนี้เรียกว่าบูรณาการทั้งสิ้น   แต่ข้อสำคัญจะต้องมีตัวยืนที่เป็นหลักอยู่ ๓ อย่างในเรื่องบูรณาการ  คือ

๑. 

มีหน่วยย่อยองค์ประกอบ   ชิ้นส่วน  อวัยวะ  หรือขั้น   ระดับ  แง่   ด้านที่จะเอามาประมวลเข้าด้วยกัน   อันนี้เป็นสิ่งที่จะเอามาประมวลเข้าด้วยกันคือสิ่งย่อย   ส่วนย่อย

๒. 

หน่วยย่อยเป็นต้นนั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน   อันนี้อาจจะเลยไปถึงลักษณะที่ว่ายืดหยุ่นปรับตัวได้   มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาด้วย

๓. 

เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วก็จะเกิดความครบถ้วนเต็มบริบูรณ์    โดยมีความประสาน  กลมกลืน   เกิดภาวะได้ที่  พอดี   หรือสมดุล   พอได้ที่หรือพอดีสมดุลแล้วองค์รวมนั้นก็มีชีวิตชีวา   ดำรงอยู่และดำเนินไปด้วยดีอันเป็นภาวะของบูรณาการ
       ถ้าครบ ๓ อย่างนี้ก็เป็นบูรณาการ   สามอย่างนี้เป็นตัวยืนที่จำเป็นตามสภาวะ   ส่วนในทางปฏิบัติจะมีหลักและกระบวนวิธีอย่างไร   ก็พิจารณาว่ากันอีกส่วนหนึ่ง   แต่สิ่งที่จะต้องเน้นก็คือว่าความพอดีหรือได้ที่หรือสมดุล   ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการของบูรณาการนั้น   เราจะแสดงลักษณะออกมาให้เห็นเป็นข้อสำคัญได้ ๒ อย่างคือ

ข้อที่ ๑ 

เมื่อเป็นองค์รวมแล้ว   องค์รวมนั้นมีชีวิตชีวาหรือดำเนินไปด้วยดี

ข้อที่ ๒ 

องค์รวมนั้นเกิดมีภาวะและคุณสมบัติของมันเอง   ที่ต่างหากจากภาวะและคุณสมบัติขององค์ประกอบทั้งหลาย
       นี่เป็นลักษณะ ๒ อย่างที่เป็นองค์รวมซึ่งเกิดบูรณาการขึ้นมาแล้ว   ขอยกตัวอย่างเพื่อ
ให้เห็นภาพชัดขึ้น   เราเอาชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบมากมายมาประกอบเข้าให้ประสาน
กลมกลืนได้ที่สมดุลพอดีแล้ว   ก็อาจจะเกิดเป็นองค์รวมอันหนึ่งเรียกว่ารถยนต์   รถยนต์นี้
ก็จะมีภาวะของมันขึ้นมาเป็นพาหนะสำหรับใช้ขับขี่ได้
       ภาวะที่เป็นรถยนต์ซึ่งมีความหมายเป็นพาหนะใช้ขับขี่ได้   เป็นภาวะและคุณสมบัติ
ใหม่ที่ไม่เหมือนกับส่วนประกอบย่อยของมัน   กล่าวคือ   ส่วนประกอบย่อยของมันนั้น
จะเป็นล้อ  เป็นเครื่องยนต์   เป็นพวงมาลัยหรืออะไรก็ตาม   ล้วนแต่ใช้ประโยชน์ในการขับขี่เป็นพาหนะไม่ได้เลยสักอย่าง   แต่พอมาประกอบกันเข้าเป็นองค์รวมแล้ว   มันมีภาวะใหม่เป็นรถยนต์   เป็นพาหนะสำหรับใช้ประโยชน์อย่างใหม่   เป็นคุณสมบัติอย่างใหม่ขึ้นมา   แต่อย่างไรก็ดีมันจะต้องมีภาวะที่สมดุล   ถ้าไม่สมดุลมันก็ไม่เดินไม่วิ่ง   ความเป็นรถก็เกิดขึ้นไม่ได้เป็นพาหนะไม่ได้   ถ้าไม่สมดุล   คือองค์ประกอบต่าง ๆ ส่วนย่อยหรือชิ้นส่วนทั้งหลายของรถนั้นมันไม่เข้าที่กัน   มันก็เป็นรถขึ้นมาไม่ได้   อย่างดีก็ได้แค่เป็นของพิการ   ฉะนั้นจึงต้องมีภาวะที่ว่าเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว   องค์รวมมีความสมดุลพอดีก็มีชีวิตชีวาดำเนินไปด้วยดี   แล้วก็เกิดมีภาวะเป็นคุณสมบัติใหม่ของมัน   อันนี้ก็เป็นตัวอย่างขององค์รวม
บูรณาการประสานกับพัฒนาการ
       แต่ทีนี้เรามามองดูองค์รวมอย่างคน   คนก็เป็นองค์รวมอย่างหนึ่ง   อวัยวะต่าง ๆ มากมายมาประชุมกันเข้าเป็นคน   ทางพระท่านเรียกว่าขันธ์ ๕    ขันธ์ ๕ มาประชุมพร้อมกันแล้วเกิดเป็นคนขึ้น   องค์ประกอบที่เป็นขันธ์ ๕ หรืออวัยวะทุกอย่างนั้นจะต้องทำงานประสานกลมกลืนกัน   ถ้าหากไม่ประสานกลมกลืนกัน   มันก็เกิดความขัดแย้งไม่ได้ที่
ไม่เป็นคนก็เป็นสิ่งที่ตายหรือเป็นศพ   ความเป็นคนก็ไม่เกิดขึ้น   จึงต้องทำงานประสานกลมกลืนกันด้วย
       อย่างไรก็ตาม   คนนี้มีลักษณะต่างออกไปจากรถยนต์   คนไม่เหมือนรถยนต์   รถยนต์นั้นเป็นองค์รวมก็จริง   แต่เป็นองค์รวมที่นิ่งเป็นองค์รวมแบบตายไม่มีชีวิตชีวาที่แท้จริง   อาจจะใช้เคลื่อนไหวไปอะไรต่าง ๆ   แต่มันก็ไม่ได้มีพัฒนาการอะไรของมันขึ้นมา   มันก็อยู่อย่างนั้นอยู่ในสภาพอย่างนั้น   แต่คนเราไม่เป็นอย่างนั้น   คนเราเป็นองค์รวมที่มีการเคลื่อนไหว   มีการเจริญเติบโต   มีการเปลี่ยนแปลงไป   องค์รวมที่เรียกว่าคนนั้นก็เกิดจากองค์ร่วมคือกายกับใจ   ซึ่งแต่ละอย่างก็แบ่งซอยออกไปได้มากมาย   เฉพาะด้านกายก็มาจากอวัยวะ   คือส่วนประกอบย่อย ๆ ทั้งหลายมากมาย   ซึ่งแต่ละส่วนนั้นก็มีพัฒนาการของมัน   มีความเจริญเติบโตขึ้นมาได้   ไม่เหมือนกับชิ้นส่วนของรถยนต์ที่นิ่งเป็นชิ้นส่วนที่ตาย   แต่ชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์นี้มีความเจริญเติบโตขึ้นมา
       เพราะฉะนั้น   ภาวะที่เป็นบูรณาการของมนุษย์นั้นจึงมีความซับช้อนมากกว่ารถยนต์   ซับซ้อนอย่างไร   ซับซ้อนก็คือว่ามันมีพัฒนาการปนขึ้นมาในบูรณาการด้วย   หมายความว่าในองค์รวมนี้มีอวัยวะมีส่วนประกอบมากมาย   และส่วนประกอบทุกอย่างที่เข้ามาบูรณาการประสานกันนั้น   แต่ละอย่างมีพัฒนาการของมันเอง   โดยเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา   ในขณะหนึ่งนั้นมันมีความสมดุลเพราะมันประสานกลมกลืนกัน   แต่เมื่อแต่ละส่วนพัฒนาการต่อไป   ทำอย่างไรจะให้มันประสานกลมกลืนกันต่อไป   นี่เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง   เพราะฉะนั้นในเมื่อส่วนย่อยแต่ละส่วนต่างก็มีพัฒนาการเจริญเติบโต   เราจะต้องให้ส่วนย่อยทุกส่วนนั้นพัฒนาไปอย่างประสานกลมกลืนกันด้วย   แล้วเมื่อประสานกลมกลืนขึ้นมาเป็นองค์รวมมนุษย์แล้ว   องค์รวมที่เป็นตัวมนุษย์ทั้งหมดทั้งตัวนี้   ก็มีพัฒนาการขององค์รวมเองอีกทีหนึ่งด้วย   นี่ก็เป็นเรื่องที่ว่าตอนนี้บูรณาการกับพัฒนาการมาประสานกันเข้าแล้ว   ไม่ใช่มีบูรณาการอย่างเดียว
       มนุษย์นี้เป็นบูรณาการที่มีพัฒนาการอยู่ด้วย มีพัฒนาการทุกส่วนทุกระดับทุกขั้นตอน
ไม่ว่าในขอบเขตเล็กหรือขอบเขตใหญ่   ถ้าไม่มีการพัฒนาอย่างชนิดบูรณาการแล้ว   ชีวิตจะไม่สามารถดำเนินไปไม่ว่าด้านรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม   ถ้าหากว่ามันพัฒนาการแบบไม่บูรณาการ   มันก็จะไม่ประสานกลมกลืน   ส่วนหนึ่งมากไป   ส่วนหนึ่งน้อยไป   ก็คงเป็นมนุษย์ที่วิปริต   อย่างน้อยก็จะเกิดเนื้องอก   เนื้องอกนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของพัฒนาการที่ไม่บูรณาการ   หรืออาจจะร้ายกว่านั้นก็เป็นมะเร็ง   หรือถ้าแขนขามันโตเกินไป   อวัยวะบางส่วนวิปริตไป   ไม่บูรณาการกับส่วนอื่น   แต่มันพัฒนาเหมือนกัน   มันพัฒนาของมันไปไม่ประสานกับใคร   ก็เกิดเป็นคนพิการขึ้นมา   อย่างที่ว่านี้เรียกว่าความไม่สมดุล   อย่างร้ายแรงก็ทำให้ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้   หรืออย่างน้อยก็ทำให้ไม่อาจเป็นอยู่ด้วยดี   นี่เป็นเรื่องของมนุษย์
       ทีนี้เรื่องธรรมชาติก็เหมือนกัน ธรรมชาติก็ประกอบขึ้นด้วยส่วนย่อย และหน่วยย่อยทั้ง
หลายต่างก็มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มีพัฒนาการเช่นเดียวกัน   ส่วนประกอบย่อยทุก
ส่วนนั้นไม่ว่าจะเป็นสัตว์เป็นพืชอะไรก็ตามในสภาพแวดล้อมของเรา   มันมีความเชื่อมโยง
ซึ่งกันและกันและโยงมาถึงมนุษย์ด้วย เพราะมนุษย์ก็เป็นองค์รวมอย่างหนึ่งในองค์รวมใหญ่
       เพราะฉะนั้น   ปัญหาของมนุษย์ก็เกิดจากการปฏิบัติผิดในระบบความสัมพันธ์อันนี้ด้วย   เช่นว่าเราทำให้วงจรชีวิตของธรรมชาติสูญเสียไป   ยกตัวอย่างเราทำยาฆ่าแมลงขึ้น   แล้วเอาไปฉีดในนา   เสร็จแล้วแมลงตาย   นกมากินแมลง  นกตาย   ต่อมาแมลงสร้างภูมิต้านทานยาฆ่าแมลงได้ดีตายยากขึ้น   แต่ไม่มีนกมากินแมลง   เลยต้องฉีดยาฆ่าแมลงกันเรื่อยไป   และต้องผลิตยาที่แรงมีพิษมากขึ้น ๆ ด้วย   ยิ่งกว่านั้นวงจรในธรรมชาติส่วนอื่นอาจจะย้อนกลับมาเป็นพิษแก่มนุษย์อีก   เช่นว่าสัตว์เล็ก ๆ อย่างแมลงนี้   ถูกดีดีทีหรือถูกยาฆ่าแมลงแล้วไปโดนปลากิน   ปลากินยาฆ่าแมลงเข้าไปแล้วปลานั้นมีพิษอยู่ข้างใน   มนุษย์จับเอาปลานั้นมากิน   ก็เกิดเป็นผลร้ายแก่มนุษย์   อาจจะเกิดเป็นมะเร็งขึ้นเป็นต้น   อันนี้ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติแวดล้อมที่ว่า   ส่วนประกอบทุกอย่างมีความเชื่อมโยงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน   ซึ่งเมื่อมันประสานกลมกลืนแล้วธรรมชาติก็อยู่ด้วยดีมีความสมดุล   แล้วก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชีวิตมนุษย์   แต่ถ้าไม่สมดุลแล้วก็เกิดผลร้ายแก่ชีวิตมนุษย์
       สังคมก็เช่นเดียวกัน   สังคมก็ประกอบด้วยสถาบันหน่วยย่อยต่าง ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่นโรงเรียน  สถาบันการเมือง ศาล ฯลฯ และสถาบันทางนามธรรมเช่นวัฒนธรรมเป็นต้น
ถ้าส่วนประกอบต่าง ๆ   เหล่านี้เชื่อมโยงประสานซึ่งกันและกัน   เกิดความสมดุล   ก็เป็นสังคมที่ดำเนินไปด้วยดี
       ในที่สุดทั้งมนุษย์ทั้งธรรมชาติและสังคมนี้   ซึ่งแต่ละหน่วยเป็นระบบบูรณาการที่มีพัฒนาการของตัว   ก็จะต้องมาประสานกันทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง   ให้เป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมท่ามกลางสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่มีบูรณาการ   โดยต่างก็พัฒนาการไปอย่างได้สมดุล   ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี   นี่คือแม่แบบรวมใหญ่ของระบบบูรณาการที่มีพัฒนาการ   ซึ่งจะต้องใช้ในการแก้ปัญหาของยุคสมัยต่อไป   มนุษย์สมัยต่อไปนี้จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ดี
       ความคิดเรื่องบูรณาการในขอบเขตที่สมบูรณ์ก็เป็นอย่างนี้   จึงเป็นอันว่าเราจะต้องมีบูรณาการท่ามกลางพัฒนาการ   เพราะถ้าพัฒนาการโดยไม่บูรณาการก็ต้องวิปริต   หรือแตกสลาย  ต้องเกิดปัญหา   เช่นเป็นมนุษย์ที่เกิดเป็นเนื้องอก   เป็นมะเร็งเป็นต้น   อย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้   เพราะมีความไม่สมดุลมีความขัดแย้งเกิดขึ้น   ซึ่งเราบอกได้ว่านี่แหละเป็นปัญหาของสังคมปัจจุบันที่มีพัฒนาการโดยไม่บูรณาการ   เป็นปัญหาใหญ่ของโลกหรือสังคมปัจจุบัน
       ทีนี้ถ้าไม่บูรณาการพร้อมไปกับพัฒนาการ   ก็เป็นบูรณาการอยู่ไม่ได้   เพราะบูรณาการจะคงเป็นบูรณาการอยู่ได้อย่างไร   ในเมื่อหน่วยย่อยทุกส่วนมันเปลี่ยนแปลงไป   องค์รวมจะคงอยู่อย่างเดิมไม่ได้   เช่นในองค์รวมคือตัวมนุษย์นี้ร่างกายทุกส่วนก็เปลี่ยนแปลงไป   จิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป   เด็กเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่บูรณาการในสภาพใหม่   จะคงสภาพบูรณาการอยู่อย่างเดิม   มันอยู่ไม่ได้   หรืออย่างว่าเรามีพัฒนาการในทางคุณธรรมภายในจนกระทั่งปุถุชนกลายเป็นอริยชนไปแล้ว   ระบบบูรณาการมันก็เปลี่ยนไปใหม่   หรืออย่างสังคมของเรานี้จะบูรณาการอยู่ในสภาพอย่างเดิมไม่ได้   เพราะว่าในสังคมนั้นประชากรก็เพิ่มขึ้น   ความเจริญทางเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าไป   สิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์ของมนุษย์ก็มากขึ้น   ความเป็นอยู่ของคนก็เปลี่ยนไป   ทรัพยากรก็น้อยลง   สัตว์อื่นและพืชทั้งหลายก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นต้น   เป็นเรื่องที่ว่าพัฒนาการมันมีอยู่เรื่อย   ฉะนั้นบูรณาการก็จะต้องดำเนินไปพร้อมกับพัฒนาการด้วย   จะต้องตามให้ทันซึ่งกันและกัน   เป็นอันว่าได้พูดเรื่องบูรณาการมาโยงถึงพัฒนาการแล้ว   ให้เห็นว่าบูรณาการนั้น   สำหรับระบบของมนุษย์ซึ่งสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและสังคม   จะต้องเป็นบูรณาการที่ไปพร้อมกับพัฒนาการ
บูรณาการในการศึกษา
       ทีนี้ลองหันมาดูระบบบูรณาการส่วนย่อยลงมา   ขอย้อนมองเฉพาะให้แคบลงคือเรื่องการศึกษา   ในการศึกษาที่ผ่านมานี้เราได้เน้นพัฒนาการกันมาก   เช่นว่าในพัฒนาการของคนคนหนึ่งก็อาจจะมีนักการศึกษาที่แยกพัฒนาการออกไปเป็น ๔ ด้าน  คือพัฒนาการทางด้านกาย   พัฒนาการทางด้านสังคม   พัฒนาการทางด้านอารมณ์   พัฒนาการทางด้านปัญญา  ๔  อย่างนี้เอามาจากฝรั่ง   ฝรั่งบอกว่าต้องมี
๑.  Physical Development    คือ    พัฒนาการทางกาย
๒.  Social Development    คือ    พัฒนาการทางสังคม
๓.  Emotional Development  คือ    พัฒนาการทางอารมณ์
๔.  Intellectual Development   คือ    พัฒนาการทางปัญญา
       อันนี้เราใช้แบบฝรั่งมานาน   เพิ่งมาพบเมื่อไม่นานนี้เอง   ไป ๆ มา ๆ ปรากฏว่ามีอยู่ในคัมภีร์พุทธศาสนาตรงกันเลย   คือมีคำอธิบายอยู่ว่า   พระพุทธเจ้าเป็นภาวิตัตตะ   แปลว่าผู้มีตนที่ได้พัฒนาแล้ว   แล้วท่านก็อธิบายว่าพัฒนาแล้วอย่างไร   มีตนพัฒนาแล้วคือ

๑. 

ภาวิตกาโย   มีกายภาวนา   คือมีการพัฒนากาย

๒. 

ภาวิตสีโล   มีศีลภาวนา   คือมีการพัฒนาศีล   ศีลคือการอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม เป็นพัฒนาการในการสัมพันธ์ทางสังคม

๓. 

ภาวิตจิตโต   มีจิตภาวนา   คือมีพัฒนาการทางจิตใจ   พัฒนาการทางจิตใจในด้านของ  heart   ฝรั่งเขาเรียกว่า  Emotional   เป็นด้านอารมณ์ที่แท้ก็คือเรื่องของจิตใจ

๔. 

ภาวิตปัญโญ   มีปัญญาภาวนา   คือมีพัฒนาการทางด้านปัญญา   แต่ของเราไม่ใช้ว่า  Intellectual Development   เราใช้ว่า   Wisdom Development
       ตกลงว่าไป ๆ มา ๆ   เพิ่งมาพบว่าที่เราเอามาจากฝรั่งเรียกว่าพัฒนาการ ๔ อย่างนั้น
ที่แท้ก็มีอยู่แล้วในคัมภีร์พุทธศาสนาที่เก่าแก่แต่ไม่ได้เอาออกมาใช้   เป็น ๔ อย่างเหมือนกัน
ความหมายก็มีความกว้างแคบกว่ากันนิดหน่อย   เช่นกายภาวนาหรือพัฒนากาย   ของพุทธ
ศาสนาท่านบอกว่า หมายถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ ไม่เฉพาะ
การพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี   หรือพัฒนาทักษะเท่านั้น   แต่หมายถึงความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพทั้งหมด   ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาให้สัมพันธ์อย่างถูกต้อง ส่วนสามข้อต่อจากนี้ไปคล้ายกันมาก   แต่มีขอบเขตความกว้างแคบกว่ากันบ้าง   อันนี้ก็เป็นการพูดนอกเรื่องไปหน่อย   แต่รวมความแล้วก็คือ   ในระยะที่ผ่านมาเราไปเน้นด้านพัฒนาการกันมาก
       อย่างไรก็ตาม   นักปราชญ์ที่พูดถึงพัฒนาการหลายท่านในหลายกรณี   ก็มีความสำนึกในบูรณาการอยู่ด้วยพร้อมกัน   เช่นจะมองเห็นว่าพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน   อิงอาศัยซึ่งกันและกันและต้องไปด้วยกัน   ซึ่งในพระพุทธศาสนานั้นแน่นอนที่จะต้องเน้นว่า   พัฒนาการทั้ง ๔ นี้มีความเชื่อมโยงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน   และเสริมซึ่งกันและกัน   แต่ในเมื่อเราไม่ได้นำออกมาพูดให้ชัด   ไม่เน้น  ไม่ย้ำ   ก็ปรากฏว่าในหลายกรณีอีกเหมือนกัน   เรามองข้ามบูรณาการไปเลย   บูรณาการนี้ไม่ได้เอามาใช้หรืออย่างน้อยไม่ได้เอามาเน้นให้ปรากฏชัดขึ้นในวงการศึกษา   เพราะฉะนั้นในวงการการศึกษาเท่าที่เป็นมา   ก็เลยปรากฏสภาพของการขาดบูรณาการทั่วไปหมด   ซึ่งก็เป็นลักษณะที่สอดคล้องกับยุคอุตสาหกรรม
       เริ่มต้นทีเดียว  ในระดับองค์รวมใหญ่   หรือในระบบบูรณาการที่กว้างขวางที่สุดก็คือ การศึกษาเป็นภาระของใคร การสอนเป็นภาระของใคร ถ้าพูดโดยองค์รวมแล้วมีหลายส่วน คือสถาบันในสังคมหลายสถาบันจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว   หรือบ้านกับวัดและชุมชน
       ในวงกว้าง   สื่อมวลชนจนกระทั่งถึงโรงเรียน   มีหน้าที่ร่วมกันในการที่จะให้การศึกษาให้การสอนแก่เด็ก   ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันครบทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องแล้ว   ก็จะเกิดบูรณาการกันขึ้น   แต่ในสังคมที่ผ่านมานี้   โรงเรียนได้เป็นผู้ชำนาญพิเศษในการให้การศึกษา   ส่วนสถาบันอื่นก็มีความโน้มเอียงที่จะโยนภาระในการให้การศึกษาแก่โรงเรียน   จนกระทั่งกลายเป็นว่าโรงเรียนแทบจะผูกขาดการศึกษาไป   ซึ่งที่จริงโรงเรียนก็อาจจะไม่ได้ต้องการที่จะผูกขาดเสียทีเดียว   ครูอาจารย์ไม่ได้ต้องการที่จะผูกขาด   แต่มันจะเป็นไปเอง   เพราะว่าสังคมนี้โยนภาระให้   หรือแนวทางการบริหารประเทศชักนำให้เป็นไป   ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมอุตสาหกรรมเอง   ที่ว่าสังคมจะแยกเป็นหน่วยย่อยที่แต่ละหน่วยชำนาญพิเศษในด้านของตน ๆ   ตัวอย่างหนึ่งที่จะมองเห็นไม่ยาก   คือสื่อมวลชนซึ่งมีอิทธิพลมากในการศึกษา   แต่เมื่อสื่อมวลชนไม่เอาใจใส่รับผิดชอบต่อบทบาทของตนในการศึกษานั้น   ผลจะเป็นอย่างไร   นี่เป็นการขาดบูรณาการเริ่มแรกทีเดียวในระบบที่กว้างขวางที่สุด   เพราะว่าผู้มีส่วนร่วมในการศึกษาไม่ได้เข้ามาร่วมให้การศึกษาด้วย
       ทีนี้ต่อไปในระดับการเรียนวิชาการต่าง ๆ ที่เล่าเรียนก็แตกแยกออกไปเป็นเฉพาะด้านอย่างที่พูดข้างต้นแล้ว   แต่ละสาขาเจริญในแนวทางที่ตรงออกไป   ตรงออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด   แต่ละวิชาผู้ที่อยู่ในสาขาวิชาของตัวก็ต้องพยายามค้นคว้า   คิดค้น   พัฒนาวิชาการของตนให้เจริญออกเรื่อย ๆไป   ถือว่าการเจริญแบบนั้นคือความสมบูรณ์   ซึ่งที่จริงไม่มีความสมบูรณ์เกิดขึ้น   ในแง่หนึ่งก็เป็นการดีที่ก้าวหน้า   แต่ที่ผิดพลาดก็อย่างที่ว่ามาแล้ว   คือวิชาการเหล่านั้นแต่ละฝ่าย   แต่ละสาขา   ต่างก็พัฒนากันไปโดยไม่มาโยง   ไม่มาประสานเข้าด้วยกัน   จึงเกิดผลร้ายอย่างที่กล่าวมา   นี่ก็คือการขาดบูรณาการในระดับที่ซอยลงไป
       ทีนี้ต่อไปอีก   ขอยกวิชาหนึ่งเป็นตัวอย่าง   วิชาจริยศึกษา   ซึ่งโดยสภาพของมันเองเป็นวิชาที่จะต้องบูรณาการมากที่สุด   เพราะเป็นวิชาที่ต้องเรียนด้วยชีวิต   ก็พลอยถูกจัดให้เป็นวิชาเฉพาะไปด้วย   ครูจะต้องมีความชำนาญพิเศษ   กลายเป็นว่าเราต้องมีครูจริยศึกษาต่างหากจากครูอื่น   เป็นครูที่ชำนาญพิเศษในเรื่องจริยธรรม   นี่ก็กลายเป็นปัญหา   คือว่าแม้แต่วิชาจริยศึกษาก็ถูกแยกเป็นวิชาเฉพาะ
       วิชาจริยศึกษาไม่เหมือนวิชาการอื่น ๆ   ทำไมจึงบอกว่าเป็นวิชาที่ต้องการบูรณาการมากที่สุด   วิชาการอื่น ๆ นั้นมีอยู่หลายสาขาที่เราสามารถแยกได้   เพราะคนแต่ละคนจะเอาวิชานั้นไปหาเลี้ยงชีพเฉพาะอย่าง   เช่นคนเรียนวิศวกรรมจะไปเป็นวิศวกรเขาก็เรียนเฉพาะวิศวกรรมได้   คนเรียนสถาปัตยกรรมจะไปเป็นสถาปนิกก็เรียนเฉพาะสถาปัตยกรรมได้   เขาอาจจะเรียนเศรษฐศาสตร์ไปเป็นนักเศรษฐกิจ   เขาอาจจะเรียนการเมืองไปเป็นนักปกครอง   วิชาเหล่านี้ไม่ต้องการความสัมพันธ์ระหว่างกันมากนัก   โดยเฉพาะวิชาที่เป็นพวกวิทยาศาสตร์   ในยุคอุตสาหกรรมจะมีความชำนาญพิเศษเฉพาะได้มาก   เพราะฉะนั้นคนก็อาจจะไปประกอบอาชีพเฉพาะวิชานั้น ๆ   โดยไม่ต้องการความรู้ด้านอื่น   แต่ทุกคนจะต้องมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน   ความต้องการที่เหมือนกันก็คือทำอย่างไรจึงจะดำเนินชีวิตอยู่ด้วยดี   ทำอย่างไรจึงจะนำวิชาการนั้น ๆ ไปใช้ประโยชน์ให้ดี  นี้คือ จริยศึกษา
       ถ้าจะเป็นวิศวกรก็ควรเป็นวิศวกรที่ดีมีความรับผิดชอบก็ต้องการจริยศึกษา   เป็นสถาปนิกก็ควรเป็นสถาปนิกที่มีคุณธรรมก็ต้องการจริยศึกษา   ทางการแพทย์ก็ต้องการแพทย์ที่มีคุณธรรมก็ต้องมีจริยศึกษาเหมือนกัน   ฉะนั้นจริยศึกษาจึงเป็นวิชาที่ต้องบูรณาการเข้าในทุกวิชา   แต่ก็พลอยถูกจัดเป็นวิชาชำนาญพิเศษเฉพาะไปด้วย   ก็เลยเป็นวิชาต่างหากไปในที่สุด   เมื่อแยกเป็นวิชาชำนาญพิเศษอย่างนี้   มันก็เสี่ยงต่อการที่จะกลายเป็นวิชาท่อง   วิชานกแก้วไป   ไม่เข้ากับชีวิตที่แท้จริง   นี่ก็เป็นปัญหา
       ทีนี้มาในปัจจุบัน   เราได้เริ่มเน้นเรื่องบูรณาการกันมากขึ้น   อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าเราได้เริ่มมีการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ   แต่เท่าที่ทราบ   การบูรณาการซึ่งมีในหลักสูตรและการสอนนี้ก็เพิ่งมีในระดับประถมศึกษาเท่านั้น   นี่ก็เป็นการเริ่มต้นและก็เพิ่งได้นิดเดียว   ทีนี้ปัญหาว่าต่อไปเราจะทำอย่างไร   ถ้าเรายอมรับความจริงในเรื่องบูรณาการว่ามีความสำคัญแล้ว   ในโลกยุคต่อไปนี้   ถ้าสังคมเขามีความต้องการอย่างนี้   สังคมมีแนวโน้มแล้วว่าจะต้องให้สิ่งทั้งหลายมีบูรณาการ   วงการศึกษาจะมองในแง่ทำงานให้สัมพันธ์กับความเป็นจริงก็ตาม   หรือจะสนองความต้องการของสังคมที่มีทรรศนะแบบบูรณาการก็ตาม
นักการศึกษาก็จะต้องทำอันนี้ให้ได้   คือจะทำอย่างไรให้เกิดบูรณาการขึ้น   นี่ก็เป็นปัญหา
       ทีนี้ในชั้นประถมศึกษา   หลักสูตรและการสอนจะบูรณาการก็ยังง่ายอยู่   แต่ยิ่งชั้นสูง
ขึ้นไป   ภาวะที่เป็นเรื่องของความชำนาญพิเศษหรือ  
specialization  ก็ยิ่งมากขึ้น  แล้วความชำนาญพิเศษนี้ในระดับสูงอย่างอุดมศึกษา  ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะสนองความเจริญก้าวหน้าของยุคอุตสาหกรรมหรือยุคเทคโนโลยีนี้ด้วย   การบูรณาการก็เลยรู้สึกเป็นปัญหาที่ว่าจะทำได้ยาก   ทีนี้จะทำอย่างไร   ก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นด้วยความคิดของใครคนใดคนหนึ่ง     แต่เป็นเรื่องของปัญหาที่จะต้องฝากไว้ว่าต่อไปเราจะบูรณาการกัน
อย่างไร
การสอนจริยศึกษาแบบบูรณาการ
       เรื่องที่อาตมาจะพูดก็คือว่า ในฐานะที่อยู่ทางฝ่ายศาสนาก็จะเน้นเรื่องจริยธรรม ได้บอก
แล้วว่า  จริยศึกษาเป็นเรื่องที่จะต้องบูรณาการมากที่สุดในบรรดาวิชาการทั้งหลาย    แต่เรา
จะให้จริยธรรมนี้บูรณาการขึ้นได้อย่างไร   มีผู้เสนอว่าจะต้องให้ครูทุกคนเป็นครูจริยศึกษา   คือให้ครูที่สอนวิชาซึ่งชำนาญพิเศษเฉพาะด้าน ๆ ทั้งหลายนี้แหละ   ทุกคนเป็นครูจริยศึกษาไปด้วย   ซึ่งเราตอบได้ว่าถ้าเป็นได้ก็ดีซิ   แต่ทีนี้มันเป็นจริงหรือเป็นได้หรือเปล่า   ปัญหาปัจจุบันก็คือว่า   เรื่องนี้เป็นสภาพที่ห่างจากความเป็นจริงอย่างไกลลิบทีเดียว   ถ้าหากว่าเราจะทำอะไรโดยไม่สัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริงแล้ว   มันจะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้
       แม้แต่ในขณะนี้ที่มีการแบ่งแยกความชำนาญ ให้มีครูจริยศึกษาเป็นการเฉพาะ เราก็ยัง
มีปัญหาว่าจะหาครูจริยศึกษาที่ดีได้อย่างไร   แม้แต่ครูที่ชื่อว่าชำนาญพิเศษด้านจริยศึกษาอยู่แล้ว   ก็ยังหาผู้ที่มีคุณสมบัติสมหวังได้ยาก   ครูที่สอนวิชาอื่นนั้น   ก็เห็นกันอยู่ว่าจำนวนมากทีเดียวไม่เอาใจใส่เรื่องจริยธรรมเลย   แล้วจะให้ทำหน้าที่อย่างที่คิดฝันได้อย่างไร   เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร   วิธีการอย่างหนึ่งก็คือ   ทำอย่างไรจะใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด   นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าพิจารณา   ถ้าเราจะใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด   วิธีการอย่างหนึ่งก็คือ   เราจะต้องมองความหมายของจริยศึกษาและจริยธรรมกันใหม่   ในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าเดิม   เข้าใจว่าที่ผ่านมานี้เรามองความหมายของจริยศึกษาและจริยธรรมแคบมาก   มองว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับการประพฤติตัว   การดำรงตน   ความสัมพันธ์ที่ดีในทางสังคมอะไรทำนองนี้   ซึ่งมันก็ถูก   แต่พูดได้ว่ามันเป็นเพียงด้านหนึ่งหรือแง่หนึ่งของจริยธรรมหรือจริยศึกษาเท่านั้น
       ขอย้ำว่า   จริยศึกษานั้นเป็นตัวจัดการประสานกลมกลืนให้วิชาการต่าง ๆ เข้ามาเกิดความสมดุลกัน   เรียกว่าเป็นตัวบูรณาการวิชาการอื่น ๆ ทั้งหมด   ถ้าเรามองจริยศึกษาให้กว้างดังที่ว่ามานี้    เราจะมองในแง่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้องค์ประกอบในฝ่ายมนุษย์ก็ดี
องค์ประกอบทางด้านสังคมก็ดี   และองค์ประกอบทางด้านสภาพแวดล้อมก็ดี   เกิดความประสานกลมกลืนกันเพื่อให้มนุษย์เป็นอยู่อย่างดี  
        การทำให้รู้และฝึกฝนวิธีการอยู่ร่วมประสานด้วยดีกับสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ   และสภาพสังคมโดยที่ทั้งมนุษย์และสังคมและธรรมชาติ   ต่างก็ดำรงอยู่และงอกงามไปด้วยกันด้วยดี   อย่างนั้นนั่นแหละคือ   จริยศึกษา   แม้แต่จะมองแคบเข้ามาเฉพาะตัวมนุษย์ว่า   มนุษย์จะปฏิบัติต่อชีวิตของตนเองอย่างไร   ในด้านกายและใจให้ประสานกลมกลืนกันอยู่อย่างดี   แค่นี้ก็เป็นจริยศึกษาแล้ว
       เพราะฉะนั้นจริยศึกษานี้แหละจึงเป็นวิชาที่สำคัญอย่างยิ่ง   ถ้าเราจะยอมรับระบบบูรณาการ   เพราะมันเป็นหลักวิชาที่จะช่วยประสานคนเข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคม   ให้เกิดความเป็นอยู่อย่างดี   เช่นว่าเราจะใช้ทรัพยากรอย่างไรให้เกิดคุณประโยชน์มากที่สุด   นี่ก็เป็นจริยศึกษา   เราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้เกิดผลดีแก่ชีวิต   นี่ก็เป็นเรื่องจริยศึกษาทั้งสิ้น   ทีนี้ถ้าเข้าใจความหมายของจริยศึกษาในความหมายที่กว้างอย่างนี้แล้ว   วิชาจริยศึกษาก็เป็นวิชาที่จำเป็นมากในสังคมที่มีความเห็นและทรรศนะแบบบูรณาการ
       ข้อพิจารณาต่อไป   ก็คือว่าในเมื่อวิชาจริยศึกษานี้ยังเป็นวิชาเฉพาะอยู่   เราจะจัดการสอนอย่างไรให้ได้ผลทางบูรณาการ   คำตอบก็คือจะต้องสอนวิชาจริยศึกษาอย่างเป็นสนามรวมของวิชาทุกวิชา   วิชาการทุกอย่างจะมีสนามรวมอยู่ที่จริยศึกษา
       ตามปกติจริยศึกษาอยู่ในหมวดสังคมศึกษา   สังคมศึกษานั้นเป็นวิชาประเภทสนามรวมอยู่แล้ว   วิชาอื่น ๆ จะมาสัมพันธ์กันในวิชาสังคมศึกษา   แต่จริยศึกษานี้เป็นจุดยอดในสังคมศึกษา   เป็นสนามรวมทั้งหมดอีกทีหนึ่ง   กล่าวคือจริยศึกษานี้เป็นที่ฝึกการใช้ โยนิโสมนสิการ   ให้รู้จักคิดรู้จักพิจารณาและรู้เห็นถูกต้องตามจริงว่า คนจะปฏิบัติต่อวิชาการอื่นๆ อย่างไร   จะเรียนวิชาอื่นอย่างไร   จะเอามาบูรณาการในการดำเนินชีวิตของตนอย่างไร   ในการที่จะพัฒนาวัตถุ   พัฒนาเทคโนโลยี   และพัฒนาสังคมอย่างไรให้เกิดผลดี   นี่เป็นเรื่องของจริยศึกษาทั้งหมดในความหมายที่กว้างขวาง   ถ้าเราสามารถเอาวิชาจริยศึกษามาเป็นวิชาบูรณาการ   เพื่อให้พัฒนาการของมนุษย์ทั้งหมดทุกด้าน   เป็นพัฒนาการที่เป็นไปด้วยดีเกิดประโยชน์แก่มนุษย์   แก่สังคมและแก่ธรรมชาติทั้งหมดแล้ว   มันก็จะเป็นจริยศึกษาที่มีคุณค่ามีความหมายขึ้น   นี่ก็เป็นแง่หนึ่ง
       ทีนี้ต่อไปอีกด้านหนึ่ง   ในเมื่อเรายังแก้ปัญหาส่วนรวมไม่ได้   ก็แก้ปัญหาเป็นเรื่อง ๆ ไปก่อน   ในขณะที่เรายังอยู่ในระบบของความชำนาญเฉพาะ   ยังให้ครูสอนวิชาเฉพาะที่ชำนาญในสาขาของตน   สำหรับวิชาจริยศึกษาก็ให้ครูจริยศึกษาสอนแบบสนามรวมอย่างที่ว่ามาแล้วเท่าที่ทำได้   ส่วนวิชาอื่น ๆ เราก็จะต้องให้ครูที่สอนในแต่ละวิชานั้น   แม้จะสอนวิชาเฉพาะสาขาที่ตนชำนาญพิเศษ   ก็ให้มีจิตสำนึกอยู่เสมอถึงหน้าที่และความสัมพันธ์ของวิชานั้นกับวิชาอื่น ๆ ในระบบ   ว่ามันมีความเชื่อมโยงกับวิชาอื่นอย่างไร   ในการที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของการศึกษา   หรือในการที่ว่าวิชานี้จะมีส่วนร่วมช่วยในการพัฒนามนุษย์   ในการพัฒนาสังคมให้มีการอยู่ร่วมกันด้วยดี   มนุษย์จะอยู่ในสังคมและในระบบนิเวศวิทยาอย่างไรจึงจะเกิดผลดี   วิชาทุกอย่างต้องสอนอย่างมีการประสานกลมกลืนสอดคล้องอย่างนี้   ครูทุกคนที่สอนวิชาเฉพาะจะต้องมีจิตสำนึกในบูรณาการด้วย   เพื่อให้วิชาของตนไปสัมพันธ์กับวิชาอื่น ๆ ตลอดจนสภาพสังคมและนิเวศภาวะที่เป็นจริง   ตั้งต้นแต่ถิ่นที่ตนอยู่อาศัยออกไป
       อีกข้อหนึ่งที่จะต้องมองกว้างออกไปก็คือ จะต้องมีการย้ำหน้าที่ของครอบครัว ชุมชน
(ในชนบทจะต้องเน้นวัดให้มาก)   และสื่อมวลชนเป็นต้น   ในทางการศึกษาว่าแต่ละหน่วยมีหน้าที่ในการศึกษาด้วย   ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีการย้ำอยู่บ้าง   แต่อาจจะต้องทำสม่ำเสมอและมากขึ้น   มีผู้เสนอความเห็นว่าต่อไปนี้   ในโลกที่เจริญไปถึงยุคที่ ๓ ที่เรียกว่า 
post-industrial  หรือ  ยุคหลังอุตสาหกรรม   ซึ่งมีทรรศนะแบบบูรณาการแล้วสังคมจะเปลี่ยนไป   แม้แต่โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา   ก็จะหมดความเป็นผู้ชำนาญพิเศษในด้านการศึกษาด้วย   การศึกษาจะถูกโยนกลับไปให้สถาบันครอบครัว   นักวิเคราะห์สังคมบางคนมีความเห็นถึงอย่างนี้   มันอาจจะเป็นความเห็นที่กลายเป็นจริงก็ได้   แต่จะเป็นจริงหรือไม่จริงก็ตามในประเทศไทยคงจะอีกนาน
       ในสังคมไทยคงจะเป็นจริงได้ยาก   เพราะเรายังเจริญในระบบอุตสาหกรรมไปไม่ถึงไหน   คือสังคมที่เรากำลังพิจารณานี้เป็นสังคมที่เจริญมาในแนวทางของตัวเอง   เขาผ่านยุคเกษตรกรรมมาเป็นยุคอุตสาหกรรม   และกำลังผ่านยุคอุตสาหกรรมไปเป็นยุคหลังอุตสาหกรรม   แต่ประเทศไทยยังไม่ผ่านสักยุคเดียว   ยิ่งตอนนี้เป็นยุคเกษตรกรรมด้วย   ยุคอุตสาหกรรมด้วย   และกำลังจะเป็นยุคหลังอุตสาหกรรมด้วยพร้อมกันไปหมดเลย   โดยเป็นยุคไหนไม่ได้สักยุคหนึ่ง   ฉะนั้นในสังคมไทยนี้จะมีสภาพที่ซับซ้อนมาก   คนไหนพัฒนาสังคมอย่างนี้ได้คนนั้นเก่งมาก   เก่งกว่าพวกที่พัฒนาประเทศอุตสาหกรรมหรือพัฒนาประเทศที่พัฒนาแล้ว   ซึ่งมีองค์ประกอบไม่ซับซ้อนเท่าไร   ระบบบูรณาการของสังคมไทยนี่มีพัฒนาการที่ซับซ้อนมาก   เพราะฉะนั้นคนที่พัฒนาสังคมไทยทำให้เกิดบูรณาการได้   จึงมีความสามารถเป็นพิเศษ   เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถด้วย      
       เอาละไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม   มันก็เป็นภารกิจของสังคมไทย   และเราก็จะพูดถึงบูรณาการในการศึกษาปัจจุบันเท่าที่ทำได้   แม้ว่าจะยังทำไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ   ถึงจะเป็นเพียงความคิดก็ปล่อยให้คิดกันก่อน   คิดให้ชัดไว้ก็ยังดี   ต่อไปอาจมีทางปฏิบัติและช่วยกันหาทางปฏิบัติ ว่าจะให้เกิดผลจริงได้อย่างไร   ก็ขอผ่านหัวข้อนี้ไป

 

Last updated: 29 June 2000

arrowback.gif (1004 bytes) arrow.gif (1001 bytes) arrownext.gif (999 bytes)
Back Top Next
Contact Us
SEAMEO Secretariat, 920 Darakarn Bldg., Sukhumvit Rd., Bangkok 10110, Thailand.
Tel (662) 3910144, 3910256, 3910554  Fax (662) 3812587  E-mail library@seameo.org