| ๓๑. | การไปวัดหมายถึงอะไร ? |
| มีวัดอยู่ ๒ ประเภท คือ วัดภายนอก กับวัดภายใน | |
|
วัดภายนอก หมายถึง
สถานที่พระสงฆ์อาศัยอยู่ร่วมกันภายใต้ปฏิญญาหรือ การประกาศเจตนาทางศาสนา และที่ประชาชนฝ่ายคฤหัสถ์ไปเพื่อสดับพระธรรม- เทศนา หรือปฏิบัติกิจเกี่ยวกับศาสนา |
|
|
วัดภายใน หมายถึง
ใจอันสงบของบุคคล
ถ้าบุคคลพยายามทำจิตใจของ ตนให้สะอาด สงบ และสว่าง ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลนั้นก็นับได้ว่า ไปวัดเป็นประจำ |
|
|
ชาวพุทธ
ควรมุ่งทั้งวัดภายในและวัดภายนอกตามโอกาสอันเหมาะสม ของตน |
|
| ๓๒. | เป็นการบังคับหรือไม่ที่จะให้ชาวพุทธผู้เป็นคฤหัสถ์ไปวัดเป็นประจำ ? |
|
ไม่มีกฎหรือข้อบังคับเข้มงวดให้ชาวพุทธที่เป็นคฤหัสถ์ต้องไปวัดเป็นประจำ ถ้าต้องการความก้าวหน้าทางจิตใจ ก็มีข้อเสนอให้ชาวพุทธไปวัดภายในแม้ ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ (ดูคำถาม-คำตอบ ข้อ ๓๑) |
|
|
ถ้าชาวพุทธผู้ใดพยายามแผ่เมตตา
(ไมตรีจิต
คิดจะให้เป็นสุข) กรุณา (ความเอ็นดู หรือสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์) และความปรารถนาดีอื่น ๆ ไปยัง ผู้มีชีวิตทั้งหลาย หรือพยายามทำจิตใจของตนให้สะอาด สงบ และสว่าง เขาผู้นั้นก็ถือว่าเป็นชาวพุทธที่ดี และได้ชื่อว่าไปวัดเป็นประจำ |
|
| ๓๓. | ในพระพุทธศาสนา สตรีสามารถจะบรรลุธรรมได้หรือไม่ ? |
|
พระพุทธองค์ทรงเป็นศาสดาพระองค์แรกที่ทรงยอมรับความทัดเทียมกัน
ในการบรรลุธรรมของหญิงและชาย โดยทั่วไปแล้วสังคมมักจำกัดบทบาทของ สตรี แต่การตรัสรู้ธรรมนั้น ไม่มีการจำกัดทางเพศ ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงได้ รับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณีได้ และได้พิสูจน์ตนเองว่ามีค่าสมกับที่พระพุทธองค์ ทรงให้การยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะ ภิกษุณีบางรูป เช่น พระปฎาจาราภิกษุณี ได้รับการยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในด้านพระวินัย พระนางเขมา ได้รับการ ยกย่องว่าเป็น เอตทัคคะในทางปัญญา เป็นต้น ส่วนในฝ่ายอุบาสิกานั้น นางวิสาขา ได้รับการยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในการให้ทาน พระนางสามาวตี ได้รับการ ยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางเมตตา เป็นต้น กล่าวโดยย่อ ผู้หญิงได้แสดงให้ เห็นว่ามีความสามารถทัดเทียมกับผู้ชายในการปฏิบัติและสืบพระศาสนา ในปัจจุบัน ผู้หญิงที่ปฏิบัติธรรมตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ก็สามารถบรรลุธรรมได้ |
|
| ๓๔. | ในบางประเทศ ผู้หญิงสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้จริงหรือไม่ ? |
|
พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชได้ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล
ผู้หญิงที่ บวชเรียกว่า ภิกษุณี สายการบวชภิกษุณีนับแต่ครั้งพุทธกาล มีความเป็นมา ต่อเนื่องกันนานกว่า ๑,๐๐๐ ปี และสูญไปพร้อมกับภิกษุสงฆ์ เมื่อประเทศอินเดีย ถูกรุกรานในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ |
|
|
คณะภิกษุณีโดยการนำของพระนางสังฆมิตตาเถรี
พระธิดาในพระเจ้าอโศก- มหาราช ได้รับนิมนต์จากพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะให้ไปประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ ในลังกา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖ ภิกษุณีสงฆ์ในลังกามีความเป็นอยู่ต่อเนื่องกัน มานานกว่าพันปี ก่อนที่จะถูกชาวต่างชาติรุกราน |
|
|
ต่อมา ในปี พ.ศ. ๙๗๖
คณะภิกษุณีสงฆ์จากลังกา
ได้รับนิมนต์ไปบวช ให้แก่สตรีชาวจีน ทำให้เกิดภิกษุณีสงฆ์จีนสืบสายมาจนทุกวันนี้ |
|
|
ภิกษุณีสงฆ์สายจีนนั้นได้แพร่ไปสู่ญี่ปุ่น
เกาหลี
และประเทศใกล้เคียง ศูนย์ที่สำคัญของภิกษุณีสงฆ์ปัจจุบันอยู่ที่ไต้หวัน และเกาหลี ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ วัดซีไหล ซึ่งเป็นวัดจีนในลอสแองเจลิส ได้จัดการบวชภิกษุณีถึง ๒๐๐ รูป ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะภิกษุและภิกษุณีสงฆ์ของไต้หวันได้จัดการบวช ภิกษุณีนานาชาติที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เพื่อเป็นการสร้างเสริมภิกษุณีสงฆ์ ให้กล้าแข็งขึ้น ในช่วง ๒ - ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา สตรีชาวพุทธได้แสดงความ ประสงค์ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในพระพุทธศาสนาทุกระดับ เมื่อพิจารณาว่า ผู้หญิงมีจำนวนถึงกึ่งหนึ่งของประชากรโลก เรื่องนี้จึงเป็นแนวโน้มที่น่าจะ เป็นไปได้ในการพัฒนาพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม |
|
| ๓๕. | พระพุทธศาสนามีท่าทีอย่างไรต่อการเป็นโสเภณี ? |
|
เนื่องจากพุทธศาสนิกชนได้รับการยกย่องให้แผ่ความปรารถนาดีไมตรีจิตไปยัง เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ชาวพุทธจึงควรเห็นใจและไม่เหยียดหยามโสเภณี ไม่ว่าจะเป็นโดยถูกบังคับหรือสมัครใจ และหากจะช่วยให้พวกเขาได้ปรับเปลี่ยน วิถีชีวิตให้ดีขึ้น เราก็ควรทำ |
|
|
ปัญหาโสเภณีน่าจะแก้ไขได้โดยทางระบบการศึกษา
การจัดระบบเศรษฐกิจ และสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ตามควรแก่กรณี |
|
| ๓๖. | คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นพลวัต
หรือพลังทางศีลธรรมที่ก่อให้เกิด การกระทำหรือความเปลี่ยนแปลง ? |
|
พระพุทธวจนะในทสกนิบาต
อังคุตตรนิกาย
(หมวดพระสูตรว่าด้วยธรรมะ เป็นข้อ ๆ หมวด ๑๐) เฉลยคำถามนี้ได้ ดังต่อไปนี้ |
|
|
"เราไม่กล่าวสรรเสริญการหยุดในกุศลธรรม
จึงไม่ต้องกล่าวถึงว่า จะสรรเสริญความเสื่อม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญความเจริญ ไม่สรรเสริญ การหยุดอยู่ ไม่สรรเสริญความเลื่อมใสในกุศลธรรม" |
|
|
จากข้ออ้างที่กล่าวมานี้เราจึงอาจกล่าวได้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นพลวัต หรือพลังทางศีลธรรม ที่ก่อให้เกิดการกระทำหรือความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น |
|
| ๓๗. | พระพุทธศาสนาสรรเสริญความกตัญญูรู้คุณอย่างไร ? |
|
ผู้ใดกตัญญูรู้คุณและกตเวที
คือตอบแทนคุณท่านผู้เคยทำอุปการะมาก่อน เช่น มารดา บิดา ครูอาจารย์ และท่านผู้มีพระคุณอื่น ๆ ผู้กตัญญูกตเวทีนั้น พระพุทธศาสนาสรรเสริญว่า เป็นบุคคลผู้มีคุณค่าและหาได้ยากในโลก |
|
|
คำสอนนี้
ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีกลมเกลียวในครอบครัวและสังคม อย่างมาก |
|
| ๓๘. | "อนัตตา" คืออะไร ? เราจะนำแนวความคิดนี้มาใช้กับชีวิตประจำวัน ได้อย่างไร ? |
|
อนัตตา หรือ มิใช่ตัวตน
เป็นคำสอนหลักในพระพุทธศาสนา
การที่จะ เข้าใจหลักอนัตตา ได้อย่างชัดเจนจะต้องมีปัญญารู้แจ้งแนวคิดเรื่องอนัตตา อาจอธิบายได้ ๒ ระดับ ดังนี้ |
|
|
ในชั้นต้นอนัตตา
อาจจะเข้าใจได้โดยผ่านกระบวนการของเหตุผล
และ อาจใช้ความเข้าใจเช่นนั้นได้ในการพัฒนาจริยธรรม ถ้าเราตระหนักถึงเรื่อง อนัตตา ก็จะช่วยให้เราเป็นอิสระจากความทะยานอยาก ความหลงผิด และ ความเห็นผิดที่ว่า เรามีตัวตนที่แท้จริง ด้วยวิธีการนี้ เราจึงสามารถขจัด ความยึดมั่นถือมั่นและเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว |
|
|
ในชั้นสูงอนัตตา
เป็นสัจธรรมของสรรพสิ่งที่เป็นอยู่และมีอยู่ความจริงแท้ ของสรรพสิ่งนั้น มิใช่สิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้ธรรมดาสามัญ เว้นเสียแต่เราจะได้ตรัสรู้ |
|
| ทันทีที่ตรัสรู้ ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนและความทะยานอยากก็จะสิ้นสุด | |
| หลักต่อไปนี้ เป็นสาระสำคัญในการประยุกต์แนวคิดเรื่องอนัตตากับชีวิต ประจำวันของเรา |
| ๑. | ไม่ทำการใด ๆ
เพียงเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อตอบสนองความต้องการ ของตนโดยส่วนเดียว |
|
| ๒. | จงทำทุกอย่างเพื่อลด ละ การให้ความสำคัญแก่ตนเองเพียงฝ่ายเดียว | |
| ๓. | ไม่ถือความคิดของตนว่าสำคัญเหนือความคิดของผู้อื่น | |
|
ในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนั้น
เราควรเป็นคนใจกว้าง
พิจารณาเรื่องราว ไปตามหลักเหตุผล มากกว่าความต้องการเฉพาะของตนเอง อย่างไรก็ตาม ความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นก็ยังเป็นความยึดมั่นอย่างหนึ่งจะต้องละเสียด้วย ความไม่ยึดมั่นถือมั่นตามหลักมัชฌิมาปฏิปทานั้นจะต้องมีปัญญากำกับด้วย |
||
| ๓๙. | ถ้าไม่มีอัตตาหรือตัวตนที่ถาวร กรรมคือการกระทำดีหรือชั่ว จะอาจให้ผลแก่ผู้ทำได้อย่างไร ? | |
|
พระพุทธศาสนาปฏิเสธอัตตาหรือตัวตนที่ถาวร
อันจะพึงยึดมั่นถือมั่น แต่ยอมรับความสืบต่อแห่งชีวิตจากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่งตราบเท่าที่บุคคล ยังไม่บรรลุพระนิพพาน คือความดับสนิทแห่งเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ |
||
|
เมื่อใดมนุษย์และสัตว์ยังเวียนว่ายตายเกิด
กรรมก็จะยังคงให้ผลของตน แก่ผู้กระทำได้ต่อไป |
||
| ๔๐. | บุคคลจะเป็นเทพในชาตินี้ได้อย่างไร ? | |
|
การที่จะเป็นเทพในชีวิตนี้
หรือชาตินี้
(โดยไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน) คือการมีคุณสมบัติที่เหมาะสมหมวดใดหมวดหนึ่ง ดังต่อไปนี้ |
||
| ๑. | ประกอบด้วย | |
| -
ความละอายต่อความชั่ว (หิริ) - ความเกรงกลัวต่อความชั่ว (โอตตัปปะ) |
||
| ๒. | ประกอบด้วย | |
| -
ความเชื่ออย่างมีเหตุผล (ศรัทธา) - ความประพฤติดีงาม (ศีล) - การสดับตรับฟังหรือการเรียนรู้ (สุตะ) - การเอื้อเฟื้อให้ปัน (จาคะ) และ - ความฉลาด (ปัญญา) |
||
| ๓. | ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ คือ |
| - | ไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข (เมตตา ) ตรงข้ามกับพยาบาทหรือคิดปองร้าย | ||
| - | เอ็นดูหรือสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์
(กรุณา)
ตรงข้ามกับวิหิงสา หรือการเบียดเบียน |
||
| - | พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี (มุทิตา) ตรงข้ามกับความริษยา และ | ||
| - | วางใจเป็นกลาง (อุเบกขา) ตรงข้ามกับความลำเอียง | ||
| ๔๑. | เทพที่กล่าวถึงในพระพุทธศาสนามีกี่ประเภท ? | ||
| มี ๓ ประเภท ดังต่อไปนี้ | |||
| ๑. | เทพโดยสมมติ
โดยการนัดหมายกันรับรู้
หรือสมมติเทพ หมายถึง พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ |
|
| ๒. | เทพโดยกำเนิด
หรืออุปปัตติเทพ (อ่านว่า
อุปะปัตติเทพ) หมายถึง ผู้ที่เกิดเป็นเทพ |
|
| ๓. | เทพโดยความบริสุทธิ์อย่างสมบรูณ์
หรือวิสุทธิเทพ หมายถึง
พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ผู้ดับกิเลส (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) ที่ทำใจให้ เศร้าหมองได้อย่างสิ้นเชิงเทพประเภทนี้จัดว่าสูงสุด |
|
|
มีพระพุทธวจนะว่า "ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยความรู้ดีและความประพฤติดี เป็นผู้ประเสริฐสุดในบรรดาเทพและมนุษย์" |
||
|
คำว่า "ความรู้"
ในที่นี้หมายถึง
ปัญญาที่ทำให้กิเลสและความทุกข์ หมดสิ้นไป ส่วนคำว่า "ความประพฤติ" หมายถึง มาตรฐานขั้นสูงแห่งการ ปฏิบัติทางศีลธรรมและจิตใจ |
||
| ๔๒. | พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุประโยชน์อะไร ? | |
|
มีประโยชน์อยู่ ๓ ระดับ
รวมทั้งวิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุประโยชน์เหล่านั้น ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือ |
||
| ๑. | ประโยชน์ปัจจุบัน หรือ ทิฏฐธัมมิกัตกะ(ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม) |
| - | ความขยันหมั่นเพียรในการเลี้ยงชีพ | ||
| - | การรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ | ||
| - | การคบเพื่อนที่ดี | ||
| - | การดำรงชีวิตโดยเหมาะสม (ไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองเกินไป) | ||
| ๒. | ประโยชน์อนาคต หรือสัมปรายิกัตถะ (ประโยชน์แห่งศีลธรรมและคุณธรรม) | ||
| - | ศรัทธา ความเชื่อ | ||
| - | ศีล ความประพฤติดีงาม | ||
| - | จาคะ การเอื้อเฟื้อให้ปัน | ||
| - | ปัญญา ความรู้ความฉลาด | ||
| ๓. | ประโยชน์อย่างยิ่ง
หรือปรมัตถะ
(ประโยชน์สูงสุดด้วยการเป็นอิสระจาก กิเลสและกองทุกข์) |
||
| - | ศีล ความประพฤติดีงาม | ||
| - | สมาธิ การทำจิตให้ตั้งมั่น | ||
| - | สมาธิ การทำจิตให้ตั้งมั่น | ||
| - | ปัญญา ความรู้ ความฉลาด | ||
|
โดยพิสดารวิธีปฏิบัติทั้ง ๓
เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งนี้อธิบายในรูปอริยมรรค หรือมรรคอันประเสริญ มีองค์ ๘ คือ |
|||
| ๑. | ความเห็นชอบ | ||
| ๒. | ความดำริชอบ | ||
| ๓. | การเจรจาชอบ | ||
| ๔. | การกระทำชอบ | ||
| ๕. | การเลี้ยงชีพชอบ | ||
| ๖. | ความเพียรชอบ | ||
| ๗. | ความระลึกชอบ | ||
| ๘. | การทำจิตให้ตั้งมั่นชอบ | ||
| ๔๓. | การศึกษา ๓ ประการ หรือไตรสิกขาที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนคืออะไร ? | ||
| กล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา การศึกษา ๓ ประการคือ | |||
| ๑. | การศึกษาเรื่องศีล หรือความประพฤติดีงาม (สีลสิกขา) | ||
| ๒. | การศึกษาเรื่องจิต หรือสมาธิ หรือความสงบทางจิต (จิตตสิกขา) | ||
| ๓. | การศึกษาเรื่องปัญญา หรือญาณ หรือการรู้เห็นตามเป็นจริง (ปัญญาสิกขา) | ||
| การปฏิบัติไตรสิกขานี้ นำบุคคลไปสู่วิมุตติ หรือความหลุดพ้น | |||
| ๔๔. | หลักสำคัญของพระพุทธศาสนา คืออะไร ? | ||
| หลักสำคัญของพระพุทธศาสนา สรุปได้ดังนี้ | |||
| ๑. | ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำแต่ความดี ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์สะอาด |
||
| ๒. | ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ |
||
| ๓. | ศีล สมาธิ
และปัญญา นำไปสู่วิมุตติหรือ ความหลุดพ้น |
||
| ๔. | สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น | ||
| ๕. | นิพพาน คือ ภาวะที่ไร้กิเลส ไร้ทุกข์ทั้งปวง | ||
| ๔๕. | เราอาจบรรลุนิพพานในชีวิตนี้ ได้หรือไม่ ? | ||
|
ได้แน่นอน
มีข้อความหลายแหล่งในพระไตรปิฎก
ซึ่งเป็นคัมภรี์ทาง พระพุทธศาสนากล่าวถึง นิพพานในชีวิตนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า ธรรมะ ซึ่งอาจเห็นได้ ด้วยตนเองนั้นทันสมัยอยู่เสมอ เชิญชวนให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน และ ผู้ฉลาดพึงทราบได้เฉพาะตน ผู้ใดก็ตามอาจทำตนให้เป็นอิสระได้จากการยึดติด และของตนเอง (อหังการ และมมังการ) เราก็อาจบรรลุนิพพานในชีวิตนี้ได้ |
|||
| Contact
Us SEAMEO Secretariat, 920 Darakarn Bldg., Sukhumvit Rd., Bangkok 10110, Thailand. Tel (662) 3910144, 3910256, 3910554 Fax (662) 3812587 E-mail library@seameo.org |