คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

๑. พระพุทธศาสนา คืออะไร ?
          พระพุทธศาสนาอาจมีคำจำกัดความ    และคำอธิบายจากประเด็นต่าง ๆ
ดังต่อไปนี้
๑.  พระพุทธศาสนา  คือ  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า   (พระพุทธเจ้า คือท่าน
ผู้ตรัสรู้  หรือผู้รู้อย่างแจ่มแจ้ง)   ซึ่งแนะนำให้ยกฐานะของมนุษยชาติขึ้นสู่
ความบริสุทธิ์    สะอาด  (ด้วยศีล)    ความสงบระงับ  (ด้วยสมาธิ)     และ
ความเข้าใจแจ่มแจ้ง  (ด้วยปัญญา)
๒. พระพุทธศาสนา  คือ  ศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์
ของคนหมู่มาก      เพื่อความสุขของคนหมู่มาก     และเพื่ออนุเคราะห์โลก
บุคคลจากทุกสาขาความเป็นอยู่   อาจนำคำสอนไปประพฤติปฏิบัติได้ตาม
ความสามารถ  และความพอใจของตน
๓. พระพุทธศาสนา   เป็นศาสนาแห่งการพิจารณาเหตุผลและการปฏิบัติ
เพื่อช่วยตัวเอง  พึ่งตัวเอง   และขยายความช่วยเหลือไปสู่ผู้อื่นด้วยความ
ปรารถนาดี (เมตตา) และความคิดช่วยให้พ้นทุกข์ (กรุณา)
๔. พระพุทธศาสนา   เป็นทั้งปรัชญาและการปฏิบัติ   แม้จะยอมรับความมีอยู่
ของเทพ    แต่ก็มิได้สอนให้เชื่อในเทพผู้ยิ่งใหญ่ว่าเป็นส่วนสำคัญของศาสนา
แต่กลับสอนผู้นับถือให้มีคุณธรรม เช่น ความละอายใจที่จะทำความชั่ว (หิริ)
และความเกรงกลัวที่จะทำความชั่ว   (โอตตัปปะ)  อันเป็นคุณธรรมที่ทำคน
ให้เป็นเทพแทน   พระพุทธศาสนาสอนให้พุทธศาสนิกชน   มีคุณสมบัติ  คือ
ศรัทธา   ความเชื่อที่ถูก     ศีล   ความประพฤติดีงาม    สุตตะ  การหาความรู้
จาคะ การเอื้อเฟื้อให้ปัน   และปัญญา  ความรู้แจ้งเห็นจริง  (โปรดสังเกตว่า
ทุกแห่งที่สอนให้มีศรัทธา        จะสอนปัญญาไว้กำกับเป็นข้อสุดท้ายเสมอ)      
คุณธรรมเหล่านี้ทำคนให้เป็นเทพในชีวิตนี้ (โดยไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน)
พระพุทธศาสนาสอนว่า   เทพโดยความบริสุทธิ์    เป็นอิสระจากกิเลส  คือ
ความโลภ   ความโกรธ   และความหลง   นับว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด
๕. พระพุทธศาสนา   อาจกล่าวโดยสรุปเพื่อความเข้าใจอย่างกว้าง ๆ
ดังต่อไปนี้
ประเทศที่เกิด : อินเดีย
กาลเวลาที่เกิด : ศตวรรษที่ ๖ ก่อนคริสตศก
ผู้ก่อตั้ง: พระพุทธเจ้า (ท่านผู้ตรัสรู้)  ผู้เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
หรือ สิทธารถ   มาก่อนผู้มีพระนามทางพระโคตร
ว่าโคตมะแห่งศากยวงศ์
หลักคำสอน: เว้นความชั่วทั้งปวง  ทำความดี  และชำระจิตใจให้สะอาด
ประเภทของศาสนา: เป็นศาสนาสากล คือ  แพร่ออกไปสู่หลายประเทศ   เป็นศาสนา
อเทวนิยม คือ  มิได้ถือว่ามีเทพเจ้าเป็นศูนย์กลางของคำสอน
นิกายที่สำคัญ: เถรวาท    (ใช้คำสอนดั้งเดิมเป็นหลักไม่เปลี่ยนแปลงหลัก
คำสอน)      มหายาน    (เพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงหลัก
บางประการไปจากเดิม)
การรวมตัวของ
ความแตกต่าง:
องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล. เป็นองค์การ
ระดับโลก            เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ
พุทธศาสนิกชนทั่วโลกมีศูนย์ส่วนภูมิภาค    ๑๒๓   แห่ง
ใน ๓๗ ประเทศ  (ปีพ.ศ. ๒๕๓๖)     สำนักงานใหญ่ของ
องค์การนี้ตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย
๒. พระพุทธศาสนามีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์อย่างไร ?
          พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในประเทศอินเดีย   ประมาณ   ๒,๕๐๐  ปีมาแล้ว
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ         และเป็นที่รู้จักกันในนาม
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า              คำสอนของพระองค์รวบรวมไว้ในคัมภีร์ทาง
พระพุทธศาสนา เรียกว่า  "พระไตรปิฎก"  ซึ่งตามศัพท์หมายถึง ตะกร้า  ๓  ใบ
คือ      พระวินัยปิฎก        ซึ่งว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ 
พระสุตตันตปิฎก       ซึ่งว่าด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระสาวก    และ  พระอภิธรรมปิฎก  ว่าด้วยปรัชญาชั้นสูง
          พระพุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม   ไม่ถือเอาเทพเจ้าเป็นสำคัญพระพุทธศาสนา
มี  ๒  นิกายหลัก คือ  เถรวาท (นิกายดั้งเดิม)   และมหายาน   (นิกายซึ่งพัฒนาขึ้น
ในภายหลัง)   นิกายเถรวาทนับถือกันในประเทศศรีลังกา     ไทย      พม่า       ลาว   
และเขมร     ส่วนมหายานมีผู้นับถือกันในประเทศจีน     ญี่ปุ่น    เกาหลี     ไต้หวัน
และทิเบต
๓. จุดมุ่งหมายแห่งการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คืออะไร ?
          ในพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงเป็นครั้งแรก    คือ       พระธัมมจักกัปป-
วัตตนสูตร
  พระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อ   คือ  พระธรรม  พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า
ทางสายกลาง   ซึ่งทำให้เกิดดวงตา    ทำให้เกิดปัญญาเป็นไปเพื่อความสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง    เพื่อการตรัสรู้   (คือรู้อย่างแจ่มแจ้ง)    และเพื่อนิพพาน   (สภาพที่
ดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง)          จุดมุ่งหมายแห่งการสอน          จึงอยู่ที่ความสงบ
ระงับความรู้ยิ่ง   การตรัสรู้และนิพพาน
          ในพระธรรมเทศนาเรื่องหนึ่ง   พระพุทธเจ้าทรงสรุปคำสั่งสอนของพระองค์
ด้วยคำว่า   "วิมุตติ    คือ   ความหลุดพ้นทางจิตจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงอัน
ไม่กลับมากำเริบอีก   เป็นจุดหมายปลายทาง"
          เมื่อทรงส่งพระสาวกรุ่นแรก ๖๐ รูป  ไปประกาศพระศาสนาพระพุทธเจ้า
ตรัสว่า
          "ภิกษุทั้งหลาย !  บัดนี้เราพ้นแล้วจากบ่วง    ทั้งที่เป็นของทิพย์และ
ของมนุษย์   แม้ท่านทั้งหลายก็พ้นแล้ว     จากบ่วงที่เป็นของทิพย์และของ
มนุษย์    ท่านทั้งหลายจงจาริกไป   เพื่อเกื้อกูลแก่คนเป็นอันมาก       เพื่อ
ความสุขแก่คนเป็นอันมาก         เพื่ออนุเคราะห์โลก         เพื่อประโยชน์
เพื่อเกื้อกูล  และเพื่อความสุขแก่เทพและมนุษย์ทั้งหลาย"
          จากพระพุทธวจนะข้างต้น      อาจกล่าวได้ว่า   นิพพาน    หรือ  วิมุตติ
เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญแห่งการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า     พระองค์ทรงส่งเสริม
พระสาวกให้ปฏิบัติทางสายกลาง     หรือ  มัชฌิมาปฏิปทา     เพื่อขจัดกิเลสและ
กองทุกข์ทั้งปวง    แล้วให้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความกรุณา
          โดยย่อ   พระพุทธเจ้าทรงสอนประชาชนถึงวิธีที่จะมีความสุขความเจริญ
ทั้งทางโลกและทางธรรม   ผู้ดำเนินตามคำสอนของพระองค์    อาจเลือกวิถีชีวิต
ที่ตนสามารถปฏิบัติได้
๔. สถานภาพของพระพุทธศาสนาในบรรดาศาสนาปัจจุบันของโลกเป็นอย่างไร ?
          ศาสนาที่ยังมีผู้นับถืออยู่ในโลกอาจจะจัดประเภทได้    ๒  ประเภท   ตามหลัก
คำสอน  ดังต่อไปนี้
๑. ศาสนาประเภท เทวนิยม    เชื่อในความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าองค์เดียวหรือ
หลายองค์
๒. ศาสนาประเภท อเทวนิยม   ไม่เชื่อในความยิ่งใหญ่ของ เทพเจ้าองค์เดียว
หรือหลายองค์
          พระพุทธศาสนาอยู่ในประเภทอเทวนิยม   เน้นในคุณธรรม    ซึ่งมนุษย์ทุกคน
อาจพัฒนาขึ้นมาได้   พระพุทธศาสนาถือว่า   ความรู้ดีและความประพฤติดี  (วิชชา-
จรณะ)   ทำบุคคลให้ประเสริฐในเทพ   และในมนุษย์    ความรู้ดีและความหลุดพ้น
จากกิเลสและความทุกข์  (วิชชา-วิมุตติ)   เป็นอุดมคติสูงสุดทางพระพุทธศาสนา
๕. จำนวนประชาชนที่เป็นชาวพุทธในประเทศไทยมีเท่าไรเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นับถือศาสนาอื่น?
          กล่าวตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี
พ.ศ.  ๒๕๔๒  (๑๙๙๙)   ประชาชนชาวไทยจำแนกตามศาสนา   ดังต่อไปนี้
          จำนวนประชาชนทั้งประเทศ   ๖๐,๘๑๖,๒๒๖  คน
พุทธ ๕๖,๒๙๐,๐๐๓ (๙๒.๕๖%)
มุสลิม ๓,๒๒๒,๖๕๙ (๕.๓๐%)
คริสต์   ๘๒๐,๕๗๖ (๑.๓๕%)
ฮินดู-ซิกข์   ๑๙,๓๓๗ (๐.๐๓%)
ไม่ระบุว่านับถือศาสนาใด ๔๖๓,๖๕๑ (๐.๗๖%)
๖. การปกครองคณะสงฆ์ไทย มีรูปแบบอย่างไร ?
          พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก   การปกครองคณะสงฆ์ไทยเป็นไปตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์   พ.ศ.   ๒๕๐๕        แก้ไขเพิ่มเติม   พ.ศ.   ๒๕๓๕    และ
บทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราช-สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงเป็นประธาน
          การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค จัดแบ่งเขตดังนี้

(๑)    ภาค
(๒)   จังหวัด
(๓)    อำเภอ
(๔)    ตำบล

          จำนวนและเขตปกครองดังกล่าว   เป็นไปตามที่กำหนดในกฏมหาเถรสมาคม
          การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค     มีพระภิกษุเป็นผู้ปกครองตามลำดับชั้น
ดังต่อไปนี้

(๑)   เจ้าคณะภาค
(๒)   เจ้าคณะจังหวัด
(๓)   เจ้าคณะอำเภอ
(๔)   เจ้าคณะตำบล

          วัดหนึ่งมีเจ้าอาวาสได้   ๑  รูป   แต่ถ้าเห็นสมควร     ก็อาจมีรองเจ้าอาวาสหรือ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสได้
๗. องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก คืออะไร ?
          องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก  หรือที่เรียกโดยย่อว่า พ.ส.ล. เป็นองค์การ
ระหว่างประเทศทางพุทธศาสนา    ตั้งขึ้น เมื่อปี  พ.ศ.    ๒๔๙๓      ในประเทศศรีลังกา
ซึ่ง ณ ที่นั้นได้มีผู้แทนจาก   ๒๗  ประเทศ   จากทวีปเอเชีย   ยุโรป  และอเมริกาเหนือ
มาร่วมประชุมพร้อมกันเป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์
          ผู้แทนชาวพุทธจากทั่วโลก  ทั้งนิกายเถรวาท  มหายาน และวัชรยาน ต่างมา
รวมกันอยู่ใต้ร่มธงฉัพพรรณรังษี (โปรดดูคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ในข้อ ๙)
          องค์การระหว่างประเทศของชาวพุทธแห่งนี้            ได้ก่อให้เกิดเอกภาพและ
ความเข้าใจกันและกันขึ้นในระหว่างชุมชนชาวพุทธ ทั่วโลก      อาจจะกล่าวได้ว่า
องค์การ พ.ส.ล. ได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์อันสำคัญที่สุด คือ เอกภาพ
ระหว่างชาวพุทธทั่วโลกซึ่งเป็นมูลฐานแห่งความร่วมมือ   เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า
และเสถียรภาพของพระพุทธศาสนาสืบไป
๘. ประเทศไทยมีบทบาทในองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกอย่างไรบ้าง ?
          ประเทศไทยได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งเริ่มแรก       ซึ่งเป็น การประชุมเพื่อ
ก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกขึ้นในประเทศศรีลังกา ในปีพ.ศ. ๒๔๙๓
และในฐานะที่เป็นสมาชิกก่อตั้งขององค์การนี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมประชุมใหญ่   ซึ่งกำหนดให้มีทุก  ๒   ปีสม่ำเสมอตลอดมา     และได้ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของ
ขององค์การ   ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้  คือ
๑. ส่งเสริมสนับสนุนให้มวลสมาชิกรักษาศีลและปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอน
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. เสริมสร้างความสามัคคี   ความเป็นปึกแผ่น และภราดรภาพในหมู่ศาสนิก
๓. เผยแพร่หลักธรรมอันบริสุทธิ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๔. ก่อตั้งและดำเนินกิจกรรมทั้งหลาย           อันเป็นประโยชน์ในด้านสังคม
การศึกษา   วัฒนธรรม  และมนุษยธรรม
๕. ดำเนินการเพื่อเสริมสร้างสันติภาพและความกลมเกลียวกันในหมู่มนุษย์
และความผาสุกให้แก่มวลชน   ตลอดจนให้ความร่วมมือกับองค์การอื่น ๆ
ซึ่งประกอบกิจการอันมีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน
          ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ       ประเทศไทยได้รับเลือกจากองค์การ   พ.ส.ล.
ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานถาวร ในปี   พ.ศ.  ๒๕๑๒             โดยมีสำนักงานเลขาธิการ
ระหว่างประเทศทำงานตลอดเวลา   เพื่อประโยชน์ของสมาชิกทั่วโลก    เหตุผลซึ่ง
ที่ประชุมใหญ่ขององค์การ พ.ส.ล. ตกลงรับข้อมตินี้เป็นเอกฉันท์ก็คือ
๑. พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทย
๒. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ     นอกจากจะทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก
ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วยังทรงเป็น
พุทธมามกะด้วย
๓. รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สำนักงานเลขาธิการ พ.ส.ล.
ตลอดมา
          เกี่ยวกับเรื่องนี้สมควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า         รัฐบาลไทยได้ให้เงินอุดหนุน
ประจำปีเพื่อทำนุบำรุง  และเพื่อให้มีบริการอันมีประสิทธิภาพของสำนักงานใหญ่
มาจนกระทั่งบัดนี้
๙. ธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนามีความหมายว่าอย่างไร ?
          ธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่าธงฉัพพรรณรังษี   (พระรัศมี
๖   สี)     ซึ่งองค์การ   พ.ส.ล.     ได้ประกาศใช้เป็นธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา
ในการประชุมเมื่อปี    พ.ศ.    ๒๔๙๓  นั้น     มี    ๖   สี     เรียงตามแนวนอนดังนี้  คือ
น้ำเงิน  เหลือง แดง ขาว  ส้ม  และสีซึ่งเรียกตามภาษาบาลีว่า "ประภัสสร"
          ธง  ๖   สีนี้   เดิมพันเอก  เฮนรี   เอส ออลคอท     พุทธศาสนิกชนชาวอเมริกัน
เป็นผู้ออกแบบและชาวพุทธศรีลังกาได้ใช้ต่อมา     อย่างไรก็ตาม    ธงนี้เริ่มมีผู้นิยม
ใช้มากขึ้นเมื่อได้ใช้เป็นธงทางการขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก  
ในปีพ.ศ. ๒๔๙๓
          การออกแบบธงนี้ได้อาศัยความเชื่อว่า      ไม่ว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จะเสด็จ   ณ   แห่งใดพระองค์จะเปล่งพระรัศมี     ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นแสงแห่ง
ปัญญาและสันติสุขไปสู่มวลมนุษย์ทั้ง  ๖  ทิศ  คือ   ตะวันออก  ตะวันตก  เหนือ
ใต้  เบื้องบน  และเบื้องล่าง
          อย่างไรก็ตาม     พุทธศาสนิกชนชาวไทยยังคงใช้ธงธรรมจักร       ซึ่งมีรูป
พระธรรมจักรบนพื้นสีเหลืองกันโดยทั่วไป        ซึ่งคณะสงฆ์ไทยเป็นผู้ประกาศ
ใช้เป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นต้นมา  (โปรดดูคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ
เรื่องนี้ ในข้อ๑๐)
๑๐. สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนามีความหมายอย่างไร ?
          สัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา   เป็นรูปพระธรรมจักร  คือ กง  หรือวงล้อ
อันมี  ๘  กำ   หรือ  ๘  ซี่  หมายถึง อริยมรรคองค์แปด   คือ  ทางอันประเสริฐที่จะ
นำไปสู่ความดับทุกข์   ประกอบด้วย
สัมมาทิฎฐิ              ความเห็นชอบ
สัมมาสังกัปปะ       ความดำริชอบ
สัมมาวาจา              การเจรจาชอบ
สัมมากัมมันตะ       การกระทำชอบ
สัมมาอาชีวะ           การเลี้ยงชีพชอบ
สัมมาวายามะ         ความเพียรชอบ
สัมมาสติ                 ความระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ             ความตั้งใจมั่นชอบ
          องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก    ได้รับเอาสัญลักษณ์พระธรรมจักร
นี้เป็นตราประจำองค์การด้วย...

หน้าคำถาม บนสุดของหน้า หน้าต่อไป
Contact Us
SEAMEO Secretariat, 920 Darakarn Bldg., Sukhumvit Rd., Bangkok 10110, Thailand.
Tel (662) 3910144, 3910256, 3910554  Fax (662) 3812587  E-mail 
library@seameo.org