การประกันคุณภาพ
(Quality Assurance: QA)

โดย ประสิทธิ์   เขียวศรี   

  •  

บทนำ
  •  

วิธีประกันคุณภาพแบบเก่า (Traditional Methods of Quality Assurance)
  •  

วิธีการประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่ (Quality Assurance Approaches)
  •  

ประโยชน์ของการประกันคุณภาพการศึกษา


กรณีศึกษา : การประเมินคุณภาพการศึกษาแบบประเมินสถาบันทั้งองค์รวมในออสเตรเลีย
  •  

บทสรุป

บทนำ

        คำว่า  “การประกัน”   ในที่นี้มีความหมายแตกต่างจากความหมายในวงการประกัน
วินาศภัยหรือการประกันชีวิต    ที่เมื่อมีการซื้อกรมธรรม์หรือตกลงทำประกันแล้ว    หาก
ทรัพย์สินเสียหาย   หรือบุคคลเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต   ก็จะมีการรับผิดชอบชดใช้ในรูปแบบ
ต่าง ๆ ตามสัญญา   เช่น   การซ่อม  สร้าง   หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นต้น   การประกัน
คุณภาพที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้   มีนักวิชาการด้านคุณภาพได้ให้ความหมายและเสนอมุมมอง
ไว้  6  แนวคิด    เรียงตามลำดับปีที่เผยแพร่เอกสารดังนี้

ความหมายที่ 1
        การประกันคุณภาพ   หมายถึงกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งได้รับการวางแผนและจัดระบบแล้ว
ในกระบวนการบริหารคุณภาพ    ที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าจะได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้
(Harrington and Mathers, 1991:22)

ความหมายที่ 2

        การประกันคุณภาพ   หมายถึงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความมั่นใจว่า  กิจกรรมในกระบวน
ผลิตทั้งหมด    ดำเนินไปอย่างมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน   และมีประสิทธิภาพ (Juran and
Gryna, 1993 : 565)

ความหมายที่ 3

        การประกันคุณภาพ   หมายถึงกระบวนการผลิตที่ยังคงเน้นการใช้สถิติ   และการควบ
คุมการผลิตเช่นเดียวกับยุคการควบคุมคุณภาพ   แต่ได้มีการนำเรื่องการออกแบบวิศวกรรม
การวางแผนและการบริการ    มาเป็นองค์ประกอบของคุณภาพด้วย    การประกันคุณภาพ
ครอบคลุมใน  4   เรื่องคือ       

  1. การกำหนดตัวเลขค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคุณภาพ
  2. การควบคุมคุณภาพทั้งองค์รวม
  3. ความเชื่อถือได้ของการผลิต   และ
  4. ความผิดพลาดเท่ากับศูนย์ (Bounds, 1994 : 55)

ความหมายที่ 4

        การประกันคุณภาพ   หมายถึงกิจกรรมทุกอย่างที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสินค้า    และ
บริการอย่างมีคุณภาพตามระดับที่กำหนด    ในบางครั้งอาจผนวกเรื่องการตรวจสอบ
คุณภาพ (Inspection)   ไว้ในการประกันคุณภาพด้วย    กล่าวอีกนัยหนึ่งการประกันคุณภาพ
เป็นกิจกรรมการบริหารจัดการ    และกิจกรรมการควบคุมเพื่อให้ได้คุณภาพที่คงเส้นคงวา
เน้นการแก้ปัญหาในระยะยาว  ซึ่งในระบบคุณภาพ ISO 9000 เองก็กำหนดให้มีการประกัน
คุณภาพไว้เช่นกัน    คือในข้อที่ว่าด้วยการป้องกัน   (Prevention)  และการตรวจสอบ (Correction) (Jackson and Ashton, 1995 : 22)

ความหมายที่ 5

        การประกันคุณภาพ   หมายถึงกลไก  (Mechanisms)   และกระบวนการ  (Processes)
ต่างๆ   ที่นำไปสู่การรักษาและปรับปรุงคุณภาพของผลลัพธ์    เพื่อช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง
(Stakeholders)   มั่นใจในวิธีควบคุมคุณภาพและมั่นใจในมาตรฐานของผลผลิต    อีกทั้ง
เป็นการรับประกันหรือรับรองว่าจะได้มาตรฐานตามที่ระบุ (Harman, 1996 : 6)

ความหมายที่ 6

        การประกันคุณภาพ   หมายถึงระบบซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะ
เกิดขึ้น    หากปัญหาเกิดขึ้นแล้ว   ต้องตรวจสอบหาปัญหานั้นให้พบ   แล้วอธิบายสาเหตุ
และป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นอีก (Robert, 1997 : 38)

        จากความหมายของการประกันคุณภาพข้างต้นนี้ อาจสรุปได้ว่า   การประกันคุณภาพ
การศึกษา    หมายถึงการดำเนินการตามมาตรการ   หรือระบบที่สร้างความมั่นใจ  พึงพอใจ
ประทับใจ   ต่อสังคมว่าสถานศึกษาที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน    สามารถจัดการศึกษา
อย่างมีคุณภาพ    ผู้จบการศึกษามีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้   (กรมสามัญศึกษา,
2540 : 3 และ สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์, 2540 : 1)

วิธีประกันคุณภาพแบบเก่า
(Traditional Methods of Quality Assurance)

        วิธีการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มประเทศตะวันตกมี
3 แบบได้แก่

  1. แบบภาคพื้นยุโรป (The Continental Tradition)
  2. แบบอังกฤษ (The British Tradition) และ
  3. แบบอเมริกัน (American Model)
  1. วิธีประกันคุณภาพแบบภาคยุโรปหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแบบราชการ เป็นการควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยภาคราชการ นับตั้งแต่การใช้ระบบงบประมาณแบบแจกแจงรายการ (Line Item Budget) การให้อาจารย์และนักวิชาการมีสถานภาพเป็นข้าราชการประจำ รัฐบาลมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และอำนาจในการจ่ายค่าตอบแทน การควบคุมการรับผู้เรียนโดยระบบการสอบเข้า การรับรองหลักสูตร และโปรแกรมการเรียนต่าง ๆ ประเทศในเอเชียที่นำวิธีนี้มาใช้ได้แก่ไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย และ เวียดนาม
  2. วิธีประกันคุณภาพแบบอังกฤษ มีลักษณะตรงกันข้ามกับวิธีประกันคุณภาพแบบภาคพื้นยุโรป กล่าวคือการควบคุมโดยรัฐบาลมีน้อย โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระสูง สามารถใช้วิธีการควบคุณภาพในรูปแบบต่าง ๆ ได้เอง คัดเลือกอาจารย์มหาวิทยาลัย และนักศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนได้เอง กลไกในการรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษา คือระบบการตรวจสอบด้วยองค์กรภายนอก และระบบการรับรองวิทยฐานะ และการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ ประเทศในเอเชียที่นำวิธีนี้มาใช้ ได้แก่มาเลเซีย บรูไน ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศเล็ก ๆ แถบมหาสมุทรแปซิฟิค
  3. วิธีประกันคุณภาพแบบอเมริกัน ใช้การควบคุมสถาบันการศึกษาของรัฐ (Public Sector) ด้วยการวิธีการทางงบประมาณอย่างเข้มงวด ส่วนสถาบันการศึกษาเอกชนควบคุมโดยการนิเทศติดตาม แต่ทั้งสถาบันของรัฐและเอกชนต่างก็มีความเป็นอิสระสูงในด้านหลักสูตร การสอบ การรับอาจารย์ และนักศึกษา และยังมีการควบคุมจากภายนอกเช่นการรับรองวิทยฐานะสถาบัน หรือรับรองโปรแกรมการเรียนต่าง ๆ ใน 3 แนวทาง ได้แก่        
  • รับรองโดยหน่วยงานรับรองวิทยฐานะระดับภาค (Regional Level)
  • รับรองโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอาชีพ (Career Expert)  
  • รับรองโดยคณะกรรมการที่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
องค์กรที่ทำหน้าที่รับรองวิทยฐานะส่วนใหญ่ ไม่ใช่หน่วยงานของภาครัฐแต่รัฐให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการควบคุมคุณภาพด้วยจัดสอบระดับชาติอีกหลายรูปแบบ ประเทศในเอเชียที่ใช้วิธีนี้คือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ (Harman, 1996 : 26-28)

วิธีการประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่
(Quality Assurance Approaches)

        Harman (1996 : 88-89)   ได้เสนอวิธีการประกันคุณภาพแนวใหม่ ที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในสมัยปัจจุบันไว้ดังนี้

1.

ระเบียบวิธีที่ใช้ (Methodologies) มี 5 แบบ ได้แก่
  • การศึกษา หรือประเมินตนเองภายในสถาบัน
  • การตรวจสอบกันเองภายในกลุ่มสถาบัน และเชิญบุคคลภายนอกมาร่วมด้วย
  • การวิเคราะห์เอกสารทางสถิติต่าง ๆ และ/หรือ การวิเคราะห์จากตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน
  • การสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน หรือนักศึกษา ผู้จบการศึกษา นายจ้าง และองค์กรวิชาชีพต่างๆ
  • การจัดสอบวัดความรู้ ทักษะ และความสามารถของผู้เรียน

2.

จุดเน้น (Focus) มีจุดเน้น 2 ระดับ คือระดับชาติ หรือ ระดับภาคโดยภาพรวม กับระดับสถาบัน
  • ระดับชาติ หรือ ระดับภาค (System Level) การศึกษาของแต่ละภาค หรือทั้งประเทศ
  • การตรวจสอบสาขาวิชาในระดับชาติ (National Review of Disciplines)
  • ตรวจสอบเฉพาะผลงานด้านการการทำวิจัย
  • ตรวจสอบเฉพาะการสอน
  • ตรวจสอบทั้งการวิจัย และการสอน
  • การประเมินแต่ละสถาบัน (Institutional Evaluations)
  • ตรวจสอบเฉพาะผลงานด้านการการทำวิจัย
  • ตรวจสอบเฉพาะการสอน
  • ตรวจสอบกระบวนการประกันคุณภาพที่ใช้ในสถาบัน
  • ตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการสอน การวิจัย การบริหารจัดการและกระบวนการประกันคุณภาพ
  • ระดับสถาบัน (Institutional Level)
  • การตรวจสอบภาควิชา คณะ และสาขา (Schools)
  • การตรวจสอบรายวิชา และโปรแกรม
  • การตรวจสอบหน่วยที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการและบริการ

3.

การรายงานผล และการติดตามผลการจัดการศึกษา (Reporting and Follow-up Activities)
  • รายงานต่อสถาบันหรือหน่วยที่ถูกตรวจสอบเท่านั้น
  • รายงานต่อสถาบัน และตีพิมพ์เผยแพร่ด้วย
  • รายงานอย่างเป็นทางการต่อรัฐมนตรี กระทรวง สำนักงบประมาณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับระดับสถาบันก็รายงานต่ออธิการบดี
    และรองอธิการบดี
  • รายงานต่อสาธารณะ
  • จัดอันดับ และตีพิมพ์ผลการจัดอันดับแล้วเผยแพร่
  • การรับรองวิทยฐานะ (Accreditation) หรือรับรองหน่วยงาน (Validation)
        การศึกษาตนเองหรือประเมินตนเองของแต่ละสถาบัน จะเป็นวิธีการหลักสำหรับ      
1. การประเมินผลงาน
2. การรวบรวมข้อมูล และ
3. การวัดในเรื่องต่าง ๆ
        ส่วนการประเมินผลการดำเนินงาน (Performance) จะเป็นไปในรูปการตรวจสอบกันเองภายในกลุ่ม (Peer review) ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรม
ผู้เชี่ยวชาญตามสาขาอาชีพ หรือทั้งสองกลุ่ม, การใช้ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน และ/หรือการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ
        ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การศึกษาหรือประเมินตนเองของแต่ละสถาบันเป็นวิธีการที่เหมาะสม และประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะเมื่อสถาบันเป็นผู้ผลักดันให้มีการประเมินผลการทำงานของตนเอง ก็ย่อมจะมีการปรับปรุงการทำงานอย่างแท้จริง ความยากลำบาก หรือผลร้ายที่อาจเกิดจากการประเมินจะมีน้อยลงเพราะเป็นการประเมินตนด้วยตนเอง ส่วนการตรวจสอบกันเองภายในกลุ่ม ก็มักจะมีบางประเด็นทีเชื่อมโยงกับการประเมินตนเอง โดยเป็นโอกาสในการที่จะรับการตรวจสอบจากภายนอก (External Accountability) คือจากสถาบันอื่น อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นใจว่าการประเมินตนเองได้กระทำอย่างจริงจังเพียงใด การประเมินส่วนใหญ่อาศัยสารสนเทศเชิงสถิติ, ตัวบ่งชี้ผลการดำเนินงาน และผลการสำรวจต่าง ๆ
        Harman (1996 : 91-96) ได้เสนอยุทธศาตร์การประกันคุณภาพ ดังนี้
1. ต้องยอมรับว่านวัตกรรมหรือวิธีการประกันคุณภาพแบบใหม่ เป็นสิ่งจำเป็นเพราะจากตัวอย่างที่กล่าวแล้วในเบื้องต้นว่า บางประเทศได้ใช้วิธีการประกันคุณภาพแบบเก่า ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน วิธีการประกันคุณภาพที่ดี ต้องเป็นวิธีที่ช่วยเสริมให้วิธีการประกันคุณภาพวิธีอื่นเข้มแข็งขึ้น
2. เลือกสรรวิธี และระเบียบวิธีการประกันคุณภาพที่แพร่หลายแล้วในประเทศ หรือในสถาบันต่าง ๆ
3. แสวงหาวิธี และระเบียบวิธีที่เหมาะสมต่อทั้งระดับสถาบัน หรือ ระดับชาติ หรือ ระดับภาคที่มีค่าใช้จ่ายไม่มากเกินไป และกลุ่มอาจารย์และนักวิชาการให้การสนับสนุน
4. พยายามผนวกวิธีการใหม่ ๆ มาใช้ในการประเมินตนเอง การตรวจสอบภายในกลุ่ม และการรายงานผลต่อภายนอก
5. กล่าวถึงประเด็นหลักที่ต้องการเน้น ด้วยการเขียนคำแนะนำที่ชัดเจนและเปิดเผย การทบทวนเอกสาร และการวิเคราะห์หลักฐาน
6. พัฒนากลไกในการประกันคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นกระบวนการที่มีความยุติธรรม
7. ในระดับชาติ หรือ ระดับภาค ควรมีการพิจารณาองค์ประกอบที่ยังไม่ได้นำเข้ามาตรวจสอบ ว่าจำเป็นต้องตรวจสอบหรือไม่ ทั้งในการตรวจสอบสาขาวิชา และการวัดผลการทำงานของสถาบัน
8. กำหนดจุดเน้นของการพัฒนาคุณภาพในระดับสถาบัน
9. ให้ความสำคัญต่อการจัดทำรายงานผลการประเมินที่ชัดเจน

ประโยชน์ของการประกันคุณภาพการศึกษา

        สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2540 : 3) กล่าวว่าการประกันคุณภาพการศึกษา ทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ ดังนี้

1. ผู้เรียนจะมีความรู้ ความสามารถ และมีคุณลักษณะต่าง ๆ ครบตามความคาดหวังของหลักสูตร
2. ประชาชน จะเกิดความมั่นใจในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสถานศึกษาต่าง ๆ ว่าแต่ละแห่งมีคุณภาพการศึกษาในมาตรฐานกลางเดียวกัน
3. หน่วยงานต่าง ๆ สามารถผู้สำเร็จการศึกษาเข้าทำงานด้วยความมั่นใจ
4. สังคม มั่นใจในการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา
5. สถานศึกษา มีทิศทางการจัดการศึกษาที่ชัดเจนตามมาตรฐานกลางที่กำหนด มีระบบบริหารคุณภาพ ระบบควบคุมคุณภาพ มีการทำงานที่เป็นมาตรฐาน ทำงานเป็นทีม และมีการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง

กรณีศึกษา: การประเมินคุณภาพการศึกษา
แบบประเมินสถาบันทั้งองค์รวมในออสเตรเลีย

(Quality Measurement In Australia :
An Assessment of the Holistic Approach)

Massaro (1995, 81-97)

        เสนอความเห็นว่าในเชิงที่ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าใดนัก ต่อการประกันคุณภาพการศึกษาแบบประเมินสถาบันทั้งองค์รวมในออสเตรเลีย เขากล่าวว่ามหาวิทยาลัยต้องการทราบว่าในปี 1995 รัฐบาลต้องการประเมินสิ่งใดระหว่าง

1. คุณภาพของมหาวิทยาลัย หรือ
2. คุณภาพของงานเขียนที่รัฐบาลกำหนดให้ส่ง  คุณภาพที่แท้จริงอาจจะยังค้นหาไม่พบ สิ่งที่พบอาจจะเป็นเพียงคุณภาพของการนำเสนอข้อมูล เท่านั้น

        การประกันคุณภาพการศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเหมือนกับการตรวจสอบประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลของการบริหาร เพราะมักจะนำเรื่องนี้ไปผูกติดอยู่กับ   การเพิ่มหรือลดงบประมาณสนับสนุนมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ในการทดลองตอบแบบการประเมินคุณภาพพบว่าต้องใช้เวลามาก มหาวิทยาลัยตกอยู่ในภาวะที่ถูกบีบบังคับให้ปั้นน้ำเป็นตัว อย่างไรก็ตาม ถ้าการประเมินคุณภาพ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประเมิน “ผลสัมฤทธิ์ในการบริหารมหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล” สถาบันการศึกษาทั้งหลายก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะเน้นที่การบริหารจัดการ ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าจะมุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ ดังนั้น จึงทำให้มีคำถามที่ว่า การบริหารมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ นั้น เป็นเรื่องที่ช่วย เพิ่ม หรือเป็นการ ลด คุณภาพ ของมหาวิทยาลัย และควรประเมินที่ระดับใด ระหว่างระดับสาขาวิชา กับระดับสถาบัน

        รัฐบาลตั้งคณะกรรมการประกันคุณภาพการอุดมศึกษา (Committee for Quality Assurance in Higher Education: CQAHE) เพื่อดำเนินการประเมินคุณภาพ และเสนอความเห็นต่อรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณ ถึงแม้จะมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับธรรมชาติของกระบวนการประเมินคุณภาพที่จะนำมาใช้ แต่ท้ายที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า การประเมินคุณภาพควรจะต้องทำในบริบทของภารกิจของสถาบัน และใช้การประเมินตนเอง (Self-Assessment) เพื่อทราบระดับความมีประสิทธิภาพในการประกันคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย ผลลัพธ์ที่ได้จากมหาวิทยาลัยก็ถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน มีการใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เพื่อตอบคำถามต่อไปนี้

  • มหาวิทยาลัยมีนโยบาย และการดำเนินการ เกี่ยวกับการประกันคุณภาพอย่างไรบ้าง
  • ทั้งสองเรื่อง มีประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง
  • มีการตัดสินคุณภาพของผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินงานอย่างไร
  • ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินงาน ของมหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศในสาขาใด (What Area) และด้วยวิธีการใด (What Ways)
  • พัฒนาการของมหาวิทยาลัย เมื่อเรียงตามลำดับความสำคัญแล้ว ได้แก่สิ่งใดบ้าง

        การตรวจสอบคุณภาพแบบมององค์การทั้งองค์รวม เพื่อที่จะประกันคุณภาพการศึกษานั้น เป็นวิธีการวัดที่มีความคลุมเครือเกินไป กระบวนการประเมินแบบนี้ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความไม่กระจ่างชัด และวิธีการไม่ชัดเจนหรือมีน้ำหนักเพียงพอที่จะโต้แย้งคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ การประเมินแบบนี้ไม่ใช่กระบวนการที่จะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพ ที่ต่อเนื่องและพัฒนาวัฒนธรรมการประกันคุณภาพในมหาวิทยาลัย

        กระบวนประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัยไม่มีความเที่ยงตรง มหาวิทยาลัยที่มีผลการประเมินสูงมักจะได้รับงบประมาณมาก ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่มีผลการประเมินต่ำต้องอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ

        มหาวิทยาลัยควรมีเสรีภาพในการกำหนดภารกิจของตน รัฐบาลควรรับผิดชอบที่จะกำกับในระดับชาติ ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยควรได้รับอนุญาตให้ประเมินตนเอง ผลการประเมินของกลุ่มมหาวิทยาลัยประเภทเดียวกันมักเข้าข้างกันเอง เพราะหากแสดงความแตกต่างอาจไม่ใช่ความฉลาด ถ้าหากมหาวิทยาลัยเหล่านั้นต้องการงบประมาณจากรัฐบาล ซึ่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเพื่อคำนวณส่วนแบ่งงบประมาณเป็นการกระทำที่ผิดพลาด เพราะเป็นการสร้างลำดับชั้นทางสังคม (Public Rank Ordering) ซึ่งมีผล (และจะมีผลต่อไป) ต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต่ำ หากการจัดอันดับยังจำเป็นต่อการทำงานของคณะกรรมการ ก็ควรจัดอันดับโดยการจำแนกประเภทและเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันเท่านั้น แต่ด้วย เหตุผลนานาประการ รวมทั้งความต้องการที่จะขจัดอิทธิพลทางการเมืองออกจากกระบวนการประเมิน Massaro เห็นด้วยกับวิธีการประเมินแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน การให้มหาวิทยาลัยผลัดกันประเมินกันเองภายในกลุ่ม (Peer Review Programs) แต่ประเมินระดับโปรแกรม หรือสาขาวิชาเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งองค์รวมหรือทั้งมหาวิทยาลัยเช่นที่ทำอยู่ในเวลานี้

        กล่าวโดยสรุป การประกันคุณภาพการศึกษา เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาว่า จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด และเป็นแนวทางการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาอีกด้วย วิธีการประกันคุณภาพที่ใช้กันอยู่สามารถจำแนกได้ ๓ แบบ คือ

1. แบบภาคพื้นยุโรปที่เน้นการประกันคุณภาพโดยภาคราชการดูแลอย่างใกล้ชิด
2. แบบอังกฤษ ที่มีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบคุณภาพ และ
3. แบบอเมริกันซึ่งควบคุมคุณภาพโดยระบบการรับรองวิทยฐานะ และการอนุญาตออกใบประกอบวิชาชีพ

        สำหรับประเทศในแถบเอเชียและแปซิฟิคได้นำแนวทางของทั้ง 3 กลุ่มมาปรับใช้แตกต่างกันออกไปตามบริบทของแต่ละประเทศ

        การประกันคุณภาพที่เหมาะสม น่าจะเป็นการประกันที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป เป็นวิธีที่อาจารย์และนักวิชาการยอมรับ และให้ความร่วมมือ ใช้ระเบียบวิธีการประเมินที่หลากหลายเช่น

1. การประเมินตนเอง
2. การวิเคราะห์สารสนเทศทางสถิติ
3. การสำรวจความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และ
4. การทดสอบความรู้ ทักษะ และความสามารถของผู้เรียน

บทสรุป

        จากประสบการณ์การประกันคุณภาพการศึกษาของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย   น่าจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างระบบการประกันคุณภาพที่เหมาะสม และควรเป็นวิธีที่สถาบันการศึกษาสร้าง หรือประยุกต์ระบบการประกันคุณภาพด้วยตนเอง ผลักดันให้ประเมินผลการดำเนินงานตนเอง ตรวจสอบกันเองภายในกลุ่ม เพื่อที่จะไม่เป็นการสร้างความเครียดให้แก่สถาบัน ให้องค์กรอิสระมีส่วนร่วมในการประเมินที่ต้องอาศัยความเที่ยงตรงสูง และควรรายงานผลต่อภายนอกอย่างชัดเจนและมีความหมาย

 

Last updated: 21 September 2000